วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

ไปเต๊อะไปแอ่วพะเยา

    
ประวัติกว๊านพะเยา



ประวัติกว๊านพะเยา
จากหนังสือเรื่อง “เมืองพะเยา” ซึ่งมีสุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นบรรณาธิการ ได้เขียนเกี่ยวกับประวัติกว๊านพะเยาไว้พอสรุปได้ดังนี้ คือ ก่อนปี พ.ศ. 2484 ในช่วงฤดูแล้ง กว๊านพะเยาจะมีสภาพเป็นบึงย่อมๆ และมี บวก หนอง อยู่รอบ ในฤดูฝนน้ำในกว๊านจึงจะมีมาก ลึกประมาณ 1 ศอก ตอนกลางน้ำลึก 1 วา 3 ศอก ตามบริเวณรอบเป็นป่าไผ่ และไม้กระยาเลย






             ก่อนปี พ.ศ. 2484 จะมีน้ำมากเฉพาะในฤดูฝน คือ ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายนของทุกๆ ปี ปริมาณน้ำจะมีมากที่สุด ทำให้บวกและหนองที่อยู่ติดๆ กัน มีน้ำล้นไหลบรรจบกันเป็นผืนน้ำ กว้างใหญ่สองผืน ผืนแรกเรียกว่า “กว๊านน้อย” อยู่ทางทิศตะวันตกเป็นร่องลำรางน้ำขึ้นไปขาน้ำแม่ตุ่น และเยื้องไปหาชายบ้านสันเวียงใหม่ ตอนที่สองเรียกว่า “กว๊านหลวง” อยู่ทางทิศตะวันออก ใกล้กับลำน้ำแม่อิงฝั่งขวา มีร่องผ่านกลางเชื่อมติดกัน ชาวบ้านเรียกลำรางนี้ว่า “แม่ร่องน้อยห่าง” บริเวณรอบกว๊านจะมี บวก หนอง อยู่รอบๆ กว๊าน และมีลำรางน้ำเชื่อมติดต่อกันตลอดกับแม่น้ำอิง เรียกว่า “ร่องเหี้ย” ไหลเชื่อมกว๊านหลวงกับแม่น้ำอิง ร่องน้ำ หนอง บวก บริเวณรอบกว๊าน และร่องน้ำที่เป็นแม่น้ำลำธารที่ไหลมาจากภูเขาเรียกลำห้วย เมื่อพ้นฤดูฝนปริมาณน้ำจะลดลงเรื่อยๆ เหลืออยู่แต่ลำคลองหรือแม่น้ำที่ไหลลงสู่กว๊านน้อย กว๊านหลวง และตาม บวก หนอง ร่องน้ำต่างๆ เท่านั้น ส่วนฝั่งกว๊านทางทิศใต้และทิศเหนือน้ำจะแห้งขอด ในพื้นที่รอบๆ กว๊านจะมีชุมชนและวัด ตั้งอยู่เป็นจุดๆ มีระยะทางห่างกันประมาณ 1-2 กิโลเมตร ชาวบ้านสามารถเดินจากชุมชนเหล่านี้เลาะลัดไปตามแนวสันดิน เพื่อติดต่อระหว่างชุมชนต่างๆ และเข้าสู่ตัวเมืองพะเยา ชาวบ้านได้อาศัยน้ำจากหนอง ลำห้วยต่างๆ ในการอุปโภคและบริโภค การหาปลาจากแหล่งน้ำต่างๆ จากลำห้วย หนอง และบวกในบริเวณกว๊าน ในการก่อสร้างทำนบ และประตูระบายน้ำกั้นลำน้ำอิงนั้น กรมประมงได้เล็งเห็นว่า หนองกว๊านในช่วงฤดูแล้งจะแห้งขอด ชาวบ้านจึงได้พากันมาจับสัตว์น้ำโดยไม่มีการควบคุม นอกจากนี้หนองยังมีความตื้นเขินทุกๆ ปี เนื่องจากโคลนตมที่ถูกชะล้างมาจากการทำนาในบริเวณรอบๆ กว๊าน ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในปี 2482 กรมประมงจึงได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ บริเวณด้านระวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเมือง แล้วเสร็จในปี 2484 ทำให้น้ำท่วมไร่นา บ้านเรือน วัด โบราณสถาน โบราณวัตถุต่างๆ เสียหายเป็นจำนวนหลายันไร่ หนองน้ำธรรมชาติเปลี่ยนไปเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีพื้นที่เฉลี่ย 17–18 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณกว่า 12,000 ไร่ 






               หลวงพ่อพระธรรมวิมลโมลี มีความเห็นว่า “กว๊าน” คือ “กว้าน” เพราะกว้านเอาน้ำจากห้วยหนอง คลอง บึง และแม่น้ำลำธารต่างๆ มารวมไว้ในที่แห่งเดียว ในภูมิภาคอื่นๆ เช่น ตะวันออกเฉียงเหนือว่า “กว้าน” ความหมายหนึ่ง หมายถึง ศาลากลางบ้าน หอประชุม สถานที่เหล่านี้เป็นที่สาธารณประโยชน์ร่วมกัน
คำว่า “กว๊าน” ในชื่อ “กว๊านพะเยา ” หมายถึงหนองน้ำหรือ บึงน้ำขนาดใหญ่ คำนี้มีใช้ในท้องถิ่นล้านนา เฉพาะที่จังหวัดพะเยาแห่งเดียวเท่านั้น
สรุปว่า “กว๊าน” มีความหมายกว้างๆ ว่า เป็นที่รวมศูนย์ของสิ่งสำคัญของชุมชนและบ้านเมืองอย่างเดียวกับคำว่า “กว๊าน” อันเป็นที่รวบรวมน้ำที่ไหลจากแหล่งน้ำต่างๆ และที่เรียกว่า “กว๊าน” คือถือตามสำเนียงเสียงพูดของชาวพะเยา
สถานภาพกว๊านพะเยาในปัจจุบันกว๊านพะเยา อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของภาคเหนือตอนบน โดยกว๊านพะเยามีพื้นที่ตามกฎหมายที่ดิน 12,831 ไร่ 1 งาน 26.6 ตารางวาหรือประมาณ 20.53 ตารางกิโลเมตร กว๊านพะเยาตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิง มีลักษณะคล้ายแอ่งกะทะ โดยมีกว๊านพะเยาเป็นก้นกะทะ และมีลำน้ำสายต่างๆ จากเทือกเขาผีปันน้ำที่อยู่ทางด้านตะวันตกของจังหวัดพะเยา รวมกับลำน้ำสายต่างๆ ในเขตอำเภอแม่ใจไหลลงสู่กว๊านพะเยา




ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก “เวียนเทียนกลางน้ำ-ใส่บาตรเทียน


   “อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา” 

นอกจากจะเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นวันที่พี่น้องชาวพุทธในเมืองไทยได้แสดงออกถึงวัฒนธรรมอันดีงาม ผ่านงานเทศกาลประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา ตามศรัทธาและความเชื่อของท้องถิ่นนั้นๆ
สำหรับงานประเพณีในช่วงเข้าพรรษาในบางจังหวัด บางพื้นที่ นอกจากจะเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งศรัทธาแล้ว ยังมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว ดังเช่น 2 งานเด่นใน จ.พะเยาและน่าน ที่เพิ่งจัดผ่านพ้นไปในวันอาสาฬหบูชาและช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา

หลวงพ่อศิลา วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา 
ปกติการเวียนเทียนทั่วๆไป พุทธศาสนิกชนจะเดินเวียนเทียนกันรอบพระอุโบสถ รอบองค์พระธาตุเจดีย์ หรือรอบองค์พระพุทธรูปสำคัญประจำวัด แต่สำหรับชาวเมืองพะเยาเขามีประเพณีการเวียนเทียนที่แตกต่างจากทั่วไป นั่นก็คือการ“เวียนเทียนกลางน้ำ” ในกว๊านพะเยา อ.เมือง บึงน้ำขนาดใหญ่อันสำคัญแห่งดินแดนล้านนา
ประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำเกี่ยวพันกับการสร้างกว๊านพะเยาในปี พ.ศ. 2482 โดยหลังจากกรมประมงได้กั้นประตูน้ำเพื่อกักเก็บน้ำจนเกิดเป็นกว๊านพะเยาอันมีพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้นมา ทำให้ชุมชนและวัดจำนวนมากในพื้นที่กักเก็บน้ำต้องจมลงอยู่ใต้น้ำ
ครั้นวันเวลาผ่านพ้นมาถึงปี พ.ศ. 2526 ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัยอายุเก่าแก่กว่า 500 ปี ขึ้นในกว๊านพะเยาช่วงน้ำลด ชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อศิลา”(กว๊านพะเยา) หรือ “พระเจ้ากว๊าน” พร้อมอัญเชิญมาประดิษฐานที่ “วัดศรีอุโมงค์คำ”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 หลังการปรับแต่งบูรณะ”วัดติโลกอาราม”กลางกว๊านพะเยาเสร็จสิ้น ทางจังหวัดพะเยาได้อัญเชิญหลวงพ่อศิลากลับไปประดิษฐานในกว๊านพะเยาตามเดิมที่วัดแห่งนี้ พร้อมจัดงานกิจกรรมเวียนเทียนกลางน้ำรอบองค์หลวงพ่อศิลาและวัดติโลกอารามขึ้นเป็นครั้งแรกในวันอาสาฬหบูชาปีเดียวกัน และปฏิบัติเป็นประเพณีในวันพระใหญ่ ได้แก่ วันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชาสืบต่อเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
งานเวียนเทียนกลางน้ำวันอาสาฬหบูชาปีนี้(15 ก.ค.)มีกิจกรรมหลักๆได้แก่ การทำบุญตักบาตรข้าวเหนียวริมกว๊านพะเยาในภาคเช้า และการจัดแสดงนิทรรศการวันอาสาฬหบูชาและการจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นในภาคกลางวัน
ครั้นช่วงเย็นเวลาประมาณ 17.30-18.00 น. จะมีการนำเรือพื้นบ้าน(เรือพาย)ประมาณ 30 ลำ นำพุทธศาสนิกชนไปตั้งขบวนเรือในกว๊านพะเยา พร้อมกันนี้พระภิกษุ-สามเณรจะสวดมนต์เริ่มพิธีที่ลานกลางน้ำ วัดติโลกอาราม เสร็จแล้วจึงไปขึ้นเรือนำชาวพุทธออกเวียนเทียนกลางน้ำรอบวัดแห่งนี้ 3 รอบ ท่ามกลางความปีติอิ่มเอิบใจของชาวพุทธที่มาร่วมงานประเพณีหนึ่งเดียวนี้
จากนั้นก็จะเปิดรอบต่อๆไปให้ผู้สนใจได้ร่วมเวียนเทียนกลางน้ำกัน แต่ทว่าด้วยสภาพอากาศของปีนี้ที่มีฝนตั้งเค้าลมแรง ทำให้เรือไม่สามารถพายออกไปกลางกว๊านได้ เวียนเทียนกลางน้ำในวันอาสาฬหบูชาสามารถทำได้เพียงรอบแรกรอบเดียวเท่านั้น
สำหรับประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำแม้จะเป็นประเพณีใหม่ แต่ด้วยความแตกต่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครทำให้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) บรรจุเป็นหนึ่งโครงการ “12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน” พร้อมทั้งระบุว่านี่น่าจะเป็นประเพณีปฏิบัติเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่จัดขึ้นใน จ.พะเยาเท่านั้น 


ประเพณีลอยโคม
  โคม หมายถึง ประทีปเครื่องสำหรับจุดไฟในนั้นให้แสงสว่าง หรือ เครื่องตามไฟมีที่บังลมที่ใช้หิ้วและแขวน       
         งานประเพณีลอยโคม เป็นประเพณีพื้นบ้านของชาวล้านนา ในจังหวัดเชียงใหม่ ๙งจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 12 การลอยโคมของชาวล้านนานี้ไม่ใช่การลอยโคมตามสายน้ำ หรือลอยกระทง แต่เป็นการลอยโคมที่ปล่อยขึ้นไปในอากาศ โดยโคมจะทำด้วยกระดาษสาติดบนโครงไม้ไผ่ซึ่งก็จะมีสีสันสวยงาม แล้วจุดตะเกียงไฟตรงกลางเพื่อที่จะให้ไอร้อนเป็นตัวพาโคมลอยขึ้นสู่อากาศชาวล้านนามีความเชื่อว่าการจุดโคมลอยและปล่อยขึ้นไปในอากาศเป็นการปลดปล่อยความทุกข์โศกและเรื่องร้ายๆ ให้พ้นตัวและลอยไปกับอากาศ




    ชาวล้านนาได้กล่าวว่า ในวันเพ็ญเดือนสิบสองนอกจากจะมีการตั้งธัมม์หลวงแล้วคนที่เกิดในปีจอจะต้องไปนมัสการพระธาตุแก้วจุฬามณีซึ่งเป็นที่บรรจุมวยผมของเจ้าชายสิทธัตถะที่ตัดออกก่อนดำรงเพศนักบวช แต่เจดีย์นี้อยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ดังนั้นชาวล้านนาที่เกิดในปีจอจึงใช้โคมลอยเป็นเครื่องบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี โดยปล่อยไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
         ในวันงานประเพณีลอยโคม จะมีการจุดโคมและปล่อยขึ้นบนท้องฟ้าทำให้ท้องฟ้าในยามค่ำคืนสว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมลอยซึ่งมีความสวยงามและประเพณีนี้ได้กลายเป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างชาติก็ให้ความสนใจในเอกลักษณ์ของประเพณีลอยโคมเป็นอย่างมาก

ใครอยากเห็นภาพบรรยากาศสวยๆแบบนี้ไปแอ่วได้ตี้พะเยาเน้อจ้าวววววววว








3 ความคิดเห็น: