วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

เที่ยวปายที่แม่ฮ่องสอน


แอ่วปายจ้าววว






ปาย เมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขา สูงตระหง่านเป็นรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด เมืองเล็กๆแห่งนี้มักปกคลุมด้วยสายหมอก ละอองน้ำจางๆยามเช้า บรรยากาศอันเงียบสงบ ทุ่งนาสีเขียว ท้องฟ้าสีคราม กับแสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดผ่านม่านหมอกหนา  แลเห็นต้นสนไม้ยืนต้นเมืองหนาวสูงใหญ่เป็นทิวแถวตามเชิงเขา วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน  ด้วยความเป็นเอกลักษณ์นี้ ปายได้ดึงดูดนักเดินทางรวมทั้งตัวผมเองให้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งนี้ 

ครั้นเมื่อมาถึงที่นี่ครั้งแรก ทำให้ผมย้อนนึกถึงบรรยากาศคล้ายๆ วังเวียงที่ลาวยังไงอย่างนั้นเลยทีเดียว 
เดิมที ปาย จะเป็นเพียงทางผ่านของผม ซึ่งเลือกที่จะเดินทางโดยรถยนต์ จากเชียงใหม่ สู่แม่ฮ่องสอน แต่หลังจากที่ได้อ่านหนังสือท่องเที่ยวอยู่หลายเล่ม...อดไม่ได้ครับที่จะต้องแวะพัก 1 คืน (ที่พักปาย) ตั้งใจจะสำรวจก่อนผ่านไปเฉยๆ ในทริปครั้งแรกของผม ซึ่งก็ผ่านมาแปดปีมาแล้ว
ปาย ในรอบสองของผมนี้ คือ จุดหมายปลายทาง ไม่ใช่ทางผ่านอีกต่อไป ตั้งใจจะสำรวจให้ทั่วๆ สักที รอบนี้จึงมีรูปสถานที่ท่องเที่ยวมาฝากกันเยอะทีเดียว.... รอบสองนี้เมื่อปลายปี 48 นี้เอง อยากชมรูป คลิก รูปปายนี้เลย


ก่อนครั้งล่าสุด ปลาย ปี 50 ล่าสุดนี้ ปายรอบที่ 3ประมวลภาพ ตัวเมืองปายแบบระเอียด ตามซอยตามมุม บวกรีสอร์ทใหม่ๆ ถึงใหม่ที่สุด อีกเพียบ แถมข้อมูล บ้านวัดจันทร์ อีก  อ้อ...คงอยากรู้แล้วซิว่า บ้านวัดจันทร์ คืออะไร คลิกนี้เลย บ้านวัดจันทร์ เมืองเล็กของชุมชนชาวปกากะญอ รอยต่อแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่
และครั้งล่าสุดนี้ เมื่อ ปลายเดือน ตุลาคม ปี 53 นี้เอง จากการสำรวจ พบว่า คนไทยนิยมเที่ยวปายมากขึ้น ถนนคนเดินปาย ขยายมากขึ้น จากสุดสะพานไม้ไผ่ริมน้ำปาย ไปถึง สี่แยกปายหนาว (Pai in Love) ไฮไลท์น่าจะอยู่ที่ถนนคนเดิน เริ่มตั้งแต่ 5 โมงเย็น ถึง 4 ทุ่ม หลังสี่ทุ่มตลาดเริ่มวายโดยตัวของมันเอง ถึงจะจอดรถริมถนนได้ (หากคุณต้องพักรีสอร์ทแถวถนนคนเดิน) หรือไม่ก็จอดในวัดกลาง แต่ก็เสียวๆรถถูกทุบกระจกอยู่เหมือนกัน รอบนี้ผมได้อับเดท ปายฮิตๆไว้เยอะเช่น Coffee in Love, Coffee Hillside, สี่แยกปายหนาว หรือ Pai in Love, บ้านดิน หมู่บ้านยูนนาน, ปางอุ๋ง, บ้านรักไทย, บ้านรวมไทย, การเดินทาง, แพ็คเก็จทัวร์ปายต่างๆ อีกเพียบ ที่สุดแห่งความละเอียดทุกซอกทุกมุมของปาย
ปายได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งยุโรป ญี่ปุ่น มานานแล้ว  สำหรับคนไทยแล้ว เพิ่งบูม 3 ปีที่ผ่านมา สำหรับปีใหม่ปีนี้ ที่ปายนั่งท่องเที่ยวเยอะเป็นพิเศษ ที่พักหลายที่เต็มไปตั้งแต่ ปลายเดือนตุลาคม ฝนยังไม่หมดดีเลย ก็เต็มกันซะแล้ว ช่วงวันหยุดต่อเนื่องยาวๆ เดือนธันวา โดยเฉพาะปลายปี อันนี้ไม่แนะนำให้ไปครับ นักท่องเที่ยวเยอะมากเกินไป ต้องไปแย่งเข้าคิวกันทานอาหาร แถมยังราคาที่พักก็สูงกว่าปกติเป็นพิเศษ คงไม่สนุกแน่ ยังมีอะไรอีกเยอะ.
พักผ่อนอย่างจริงจัง สัก 2- 3 วัน คงจะดีไม่น้อย จิบกาแฟร้อนๆ อ่านหนังสือดีๆสักเล่ม ริมระเบียงรีสอร์ท บางทีจะติดริมน้ำ หรือริมทุ่งคงจะดีไม่น้อย นั่งทอดสายตาไปไกลๆ ท่ามกลางทะเลหมอกยามเช้า คุณอาจได้ไอเดีย ดีๆ กลับมาเริ่มต้นปีใหม่อย่างที่ไม่เคยมาก่อน
สถานที่เที่ยวแห่งนึงที่ไม่ควรพลาดหากผ่านมาจากเชียงใหม่(ถนนสายแม่มาลัย) คือ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง (Huai Nam Dang National Park) รอบที่ 3 นี้ผมเองก็พักที่อุทยานฯที่นี่ 1 คืน ก่อนไปปาย อีกแห่งที่ผมเพิ่งไปเก็บข้อมูลมาคือ โครงการเกษตรที่ราบสูงบ้านวัดจันทร์ แต่เข้าไปลำบากหน่อย 38 กม.ได้ ทางคดเคี้ยวขึ้นเขา น้องๆ กับทางที่มาเชียงใหม่-ปาย เลยทีเดียว จุดเด่นคือ บรรยากาศยามเย็นและเช้า อากาศสดชื่นบนที่ราบสูง ป่าสนธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ วิถีชีวิตชาวเขาปากะญอ โครงการเกษตรต่างๆ  แต่ที่บ้านวัดจันทร์นี้ไม่เหมาะกับคนที่เบื่อการนั่งรถ และชอบความสะดวกสบาย

นอกจากเที่ยวแล้ว เขามาทำอะไรกันที่ปาย
หากเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ล่องแก่งลำน้ำปายน่าจะเป็นกิจกรรมต้นๆ รองลงไปก้อ...ขี่ช้าง เดินป่า และปั่นจักรยานชมเมืองปาย แช่น้ำแร่ท่ามกลางขุนเขาแห่งธรรมชาติ  แต่สำหรับผม ขอเลือกเที่ยวและถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ดีกว่า

1) Coffee in Love
บรรยากาศดี เหมาะถ่ายรูปเป็นที่ระลึก คล้ายๆว่า coffee in love เป็นไอคอนของปายไปเสียแล้ว

2) Hillside Coffee Houseกาแฟอร่อย บนสวนตกแต่งแบบเก๋ไก๋ เหมาะถ่ายรูป หลังร้านเป็นวิวหุบเขาเหมาะชมพระอาทิตย์ตก


3สะพานประวัติศาสตร์ (สะพานข้ามแม่น้ำปาย)
ชมวิวแม่น้ำปาย ถ่ายรูปคู่สะพาน ปี 53 นี้ เขามีร้านค้า ขายของที่ระลึกทั้งสองฝั่งถนนแล้ว...






4) หมู่บ้านจีนฮ่อ ยูนนาน
ตลาดชิมชา มีอาหารขายและที่พัก(จำนวนไม่กี่หลัง) ในหมู่บ้านชาวจีน จำหน่ายของฝากที่ระลึกจำพวก ชา ผมไม้ดองและแปรรูป


5ปางอุ๋ง (บ้านรวมไทย)เป็นหมู่บ้านชายไทยภูเขา เนื่องด้วยมีโครงการพระราชดำริบนอ่างเก็บน้ำปางอุ๋ง ท่ามกลางทิวสน ชมสายหมอกยามเช้าตรู่ลอยเหนืออ่างเก็บน้ำสะท้องเงาทิวสนและภูเขา โดยมีพื้นหน้าเป็นกระท่อมมุ่งใบไม้แห้ง แลดูสวยงามมาก




เป็นไงกันบ้างค่ะบรรายากาศเมืองปายน่าไปเที่ยวกันไหมค่ะ


ไปเต๊อะไปแอ่วพะเยา

    
ประวัติกว๊านพะเยา



ประวัติกว๊านพะเยา
จากหนังสือเรื่อง “เมืองพะเยา” ซึ่งมีสุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นบรรณาธิการ ได้เขียนเกี่ยวกับประวัติกว๊านพะเยาไว้พอสรุปได้ดังนี้ คือ ก่อนปี พ.ศ. 2484 ในช่วงฤดูแล้ง กว๊านพะเยาจะมีสภาพเป็นบึงย่อมๆ และมี บวก หนอง อยู่รอบ ในฤดูฝนน้ำในกว๊านจึงจะมีมาก ลึกประมาณ 1 ศอก ตอนกลางน้ำลึก 1 วา 3 ศอก ตามบริเวณรอบเป็นป่าไผ่ และไม้กระยาเลย






             ก่อนปี พ.ศ. 2484 จะมีน้ำมากเฉพาะในฤดูฝน คือ ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายนของทุกๆ ปี ปริมาณน้ำจะมีมากที่สุด ทำให้บวกและหนองที่อยู่ติดๆ กัน มีน้ำล้นไหลบรรจบกันเป็นผืนน้ำ กว้างใหญ่สองผืน ผืนแรกเรียกว่า “กว๊านน้อย” อยู่ทางทิศตะวันตกเป็นร่องลำรางน้ำขึ้นไปขาน้ำแม่ตุ่น และเยื้องไปหาชายบ้านสันเวียงใหม่ ตอนที่สองเรียกว่า “กว๊านหลวง” อยู่ทางทิศตะวันออก ใกล้กับลำน้ำแม่อิงฝั่งขวา มีร่องผ่านกลางเชื่อมติดกัน ชาวบ้านเรียกลำรางนี้ว่า “แม่ร่องน้อยห่าง” บริเวณรอบกว๊านจะมี บวก หนอง อยู่รอบๆ กว๊าน และมีลำรางน้ำเชื่อมติดต่อกันตลอดกับแม่น้ำอิง เรียกว่า “ร่องเหี้ย” ไหลเชื่อมกว๊านหลวงกับแม่น้ำอิง ร่องน้ำ หนอง บวก บริเวณรอบกว๊าน และร่องน้ำที่เป็นแม่น้ำลำธารที่ไหลมาจากภูเขาเรียกลำห้วย เมื่อพ้นฤดูฝนปริมาณน้ำจะลดลงเรื่อยๆ เหลืออยู่แต่ลำคลองหรือแม่น้ำที่ไหลลงสู่กว๊านน้อย กว๊านหลวง และตาม บวก หนอง ร่องน้ำต่างๆ เท่านั้น ส่วนฝั่งกว๊านทางทิศใต้และทิศเหนือน้ำจะแห้งขอด ในพื้นที่รอบๆ กว๊านจะมีชุมชนและวัด ตั้งอยู่เป็นจุดๆ มีระยะทางห่างกันประมาณ 1-2 กิโลเมตร ชาวบ้านสามารถเดินจากชุมชนเหล่านี้เลาะลัดไปตามแนวสันดิน เพื่อติดต่อระหว่างชุมชนต่างๆ และเข้าสู่ตัวเมืองพะเยา ชาวบ้านได้อาศัยน้ำจากหนอง ลำห้วยต่างๆ ในการอุปโภคและบริโภค การหาปลาจากแหล่งน้ำต่างๆ จากลำห้วย หนอง และบวกในบริเวณกว๊าน ในการก่อสร้างทำนบ และประตูระบายน้ำกั้นลำน้ำอิงนั้น กรมประมงได้เล็งเห็นว่า หนองกว๊านในช่วงฤดูแล้งจะแห้งขอด ชาวบ้านจึงได้พากันมาจับสัตว์น้ำโดยไม่มีการควบคุม นอกจากนี้หนองยังมีความตื้นเขินทุกๆ ปี เนื่องจากโคลนตมที่ถูกชะล้างมาจากการทำนาในบริเวณรอบๆ กว๊าน ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในปี 2482 กรมประมงจึงได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ บริเวณด้านระวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเมือง แล้วเสร็จในปี 2484 ทำให้น้ำท่วมไร่นา บ้านเรือน วัด โบราณสถาน โบราณวัตถุต่างๆ เสียหายเป็นจำนวนหลายันไร่ หนองน้ำธรรมชาติเปลี่ยนไปเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีพื้นที่เฉลี่ย 17–18 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณกว่า 12,000 ไร่ 






               หลวงพ่อพระธรรมวิมลโมลี มีความเห็นว่า “กว๊าน” คือ “กว้าน” เพราะกว้านเอาน้ำจากห้วยหนอง คลอง บึง และแม่น้ำลำธารต่างๆ มารวมไว้ในที่แห่งเดียว ในภูมิภาคอื่นๆ เช่น ตะวันออกเฉียงเหนือว่า “กว้าน” ความหมายหนึ่ง หมายถึง ศาลากลางบ้าน หอประชุม สถานที่เหล่านี้เป็นที่สาธารณประโยชน์ร่วมกัน
คำว่า “กว๊าน” ในชื่อ “กว๊านพะเยา ” หมายถึงหนองน้ำหรือ บึงน้ำขนาดใหญ่ คำนี้มีใช้ในท้องถิ่นล้านนา เฉพาะที่จังหวัดพะเยาแห่งเดียวเท่านั้น
สรุปว่า “กว๊าน” มีความหมายกว้างๆ ว่า เป็นที่รวมศูนย์ของสิ่งสำคัญของชุมชนและบ้านเมืองอย่างเดียวกับคำว่า “กว๊าน” อันเป็นที่รวบรวมน้ำที่ไหลจากแหล่งน้ำต่างๆ และที่เรียกว่า “กว๊าน” คือถือตามสำเนียงเสียงพูดของชาวพะเยา
สถานภาพกว๊านพะเยาในปัจจุบันกว๊านพะเยา อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของภาคเหนือตอนบน โดยกว๊านพะเยามีพื้นที่ตามกฎหมายที่ดิน 12,831 ไร่ 1 งาน 26.6 ตารางวาหรือประมาณ 20.53 ตารางกิโลเมตร กว๊านพะเยาตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิง มีลักษณะคล้ายแอ่งกะทะ โดยมีกว๊านพะเยาเป็นก้นกะทะ และมีลำน้ำสายต่างๆ จากเทือกเขาผีปันน้ำที่อยู่ทางด้านตะวันตกของจังหวัดพะเยา รวมกับลำน้ำสายต่างๆ ในเขตอำเภอแม่ใจไหลลงสู่กว๊านพะเยา




ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก “เวียนเทียนกลางน้ำ-ใส่บาตรเทียน


   “อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา” 

นอกจากจะเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นวันที่พี่น้องชาวพุทธในเมืองไทยได้แสดงออกถึงวัฒนธรรมอันดีงาม ผ่านงานเทศกาลประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา ตามศรัทธาและความเชื่อของท้องถิ่นนั้นๆ
สำหรับงานประเพณีในช่วงเข้าพรรษาในบางจังหวัด บางพื้นที่ นอกจากจะเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งศรัทธาแล้ว ยังมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว ดังเช่น 2 งานเด่นใน จ.พะเยาและน่าน ที่เพิ่งจัดผ่านพ้นไปในวันอาสาฬหบูชาและช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา

หลวงพ่อศิลา วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา 
ปกติการเวียนเทียนทั่วๆไป พุทธศาสนิกชนจะเดินเวียนเทียนกันรอบพระอุโบสถ รอบองค์พระธาตุเจดีย์ หรือรอบองค์พระพุทธรูปสำคัญประจำวัด แต่สำหรับชาวเมืองพะเยาเขามีประเพณีการเวียนเทียนที่แตกต่างจากทั่วไป นั่นก็คือการ“เวียนเทียนกลางน้ำ” ในกว๊านพะเยา อ.เมือง บึงน้ำขนาดใหญ่อันสำคัญแห่งดินแดนล้านนา
ประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำเกี่ยวพันกับการสร้างกว๊านพะเยาในปี พ.ศ. 2482 โดยหลังจากกรมประมงได้กั้นประตูน้ำเพื่อกักเก็บน้ำจนเกิดเป็นกว๊านพะเยาอันมีพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้นมา ทำให้ชุมชนและวัดจำนวนมากในพื้นที่กักเก็บน้ำต้องจมลงอยู่ใต้น้ำ
ครั้นวันเวลาผ่านพ้นมาถึงปี พ.ศ. 2526 ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัยอายุเก่าแก่กว่า 500 ปี ขึ้นในกว๊านพะเยาช่วงน้ำลด ชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อศิลา”(กว๊านพะเยา) หรือ “พระเจ้ากว๊าน” พร้อมอัญเชิญมาประดิษฐานที่ “วัดศรีอุโมงค์คำ”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 หลังการปรับแต่งบูรณะ”วัดติโลกอาราม”กลางกว๊านพะเยาเสร็จสิ้น ทางจังหวัดพะเยาได้อัญเชิญหลวงพ่อศิลากลับไปประดิษฐานในกว๊านพะเยาตามเดิมที่วัดแห่งนี้ พร้อมจัดงานกิจกรรมเวียนเทียนกลางน้ำรอบองค์หลวงพ่อศิลาและวัดติโลกอารามขึ้นเป็นครั้งแรกในวันอาสาฬหบูชาปีเดียวกัน และปฏิบัติเป็นประเพณีในวันพระใหญ่ ได้แก่ วันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชาสืบต่อเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
งานเวียนเทียนกลางน้ำวันอาสาฬหบูชาปีนี้(15 ก.ค.)มีกิจกรรมหลักๆได้แก่ การทำบุญตักบาตรข้าวเหนียวริมกว๊านพะเยาในภาคเช้า และการจัดแสดงนิทรรศการวันอาสาฬหบูชาและการจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นในภาคกลางวัน
ครั้นช่วงเย็นเวลาประมาณ 17.30-18.00 น. จะมีการนำเรือพื้นบ้าน(เรือพาย)ประมาณ 30 ลำ นำพุทธศาสนิกชนไปตั้งขบวนเรือในกว๊านพะเยา พร้อมกันนี้พระภิกษุ-สามเณรจะสวดมนต์เริ่มพิธีที่ลานกลางน้ำ วัดติโลกอาราม เสร็จแล้วจึงไปขึ้นเรือนำชาวพุทธออกเวียนเทียนกลางน้ำรอบวัดแห่งนี้ 3 รอบ ท่ามกลางความปีติอิ่มเอิบใจของชาวพุทธที่มาร่วมงานประเพณีหนึ่งเดียวนี้
จากนั้นก็จะเปิดรอบต่อๆไปให้ผู้สนใจได้ร่วมเวียนเทียนกลางน้ำกัน แต่ทว่าด้วยสภาพอากาศของปีนี้ที่มีฝนตั้งเค้าลมแรง ทำให้เรือไม่สามารถพายออกไปกลางกว๊านได้ เวียนเทียนกลางน้ำในวันอาสาฬหบูชาสามารถทำได้เพียงรอบแรกรอบเดียวเท่านั้น
สำหรับประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำแม้จะเป็นประเพณีใหม่ แต่ด้วยความแตกต่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครทำให้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) บรรจุเป็นหนึ่งโครงการ “12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน” พร้อมทั้งระบุว่านี่น่าจะเป็นประเพณีปฏิบัติเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่จัดขึ้นใน จ.พะเยาเท่านั้น 


ประเพณีลอยโคม
  โคม หมายถึง ประทีปเครื่องสำหรับจุดไฟในนั้นให้แสงสว่าง หรือ เครื่องตามไฟมีที่บังลมที่ใช้หิ้วและแขวน       
         งานประเพณีลอยโคม เป็นประเพณีพื้นบ้านของชาวล้านนา ในจังหวัดเชียงใหม่ ๙งจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 12 การลอยโคมของชาวล้านนานี้ไม่ใช่การลอยโคมตามสายน้ำ หรือลอยกระทง แต่เป็นการลอยโคมที่ปล่อยขึ้นไปในอากาศ โดยโคมจะทำด้วยกระดาษสาติดบนโครงไม้ไผ่ซึ่งก็จะมีสีสันสวยงาม แล้วจุดตะเกียงไฟตรงกลางเพื่อที่จะให้ไอร้อนเป็นตัวพาโคมลอยขึ้นสู่อากาศชาวล้านนามีความเชื่อว่าการจุดโคมลอยและปล่อยขึ้นไปในอากาศเป็นการปลดปล่อยความทุกข์โศกและเรื่องร้ายๆ ให้พ้นตัวและลอยไปกับอากาศ




    ชาวล้านนาได้กล่าวว่า ในวันเพ็ญเดือนสิบสองนอกจากจะมีการตั้งธัมม์หลวงแล้วคนที่เกิดในปีจอจะต้องไปนมัสการพระธาตุแก้วจุฬามณีซึ่งเป็นที่บรรจุมวยผมของเจ้าชายสิทธัตถะที่ตัดออกก่อนดำรงเพศนักบวช แต่เจดีย์นี้อยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ดังนั้นชาวล้านนาที่เกิดในปีจอจึงใช้โคมลอยเป็นเครื่องบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี โดยปล่อยไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
         ในวันงานประเพณีลอยโคม จะมีการจุดโคมและปล่อยขึ้นบนท้องฟ้าทำให้ท้องฟ้าในยามค่ำคืนสว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมลอยซึ่งมีความสวยงามและประเพณีนี้ได้กลายเป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างชาติก็ให้ความสนใจในเอกลักษณ์ของประเพณีลอยโคมเป็นอย่างมาก

ใครอยากเห็นภาพบรรยากาศสวยๆแบบนี้ไปแอ่วได้ตี้พะเยาเน้อจ้าวววววววว








เที่ยวไหนดีที่ลำปาง



อาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนที่ลำปาง



 อาบน้ำแร่ แช่น้ำร้อนที่แจ้ซ้อน

หากว่าเราได้เดินทางสู่ดินแดนล้านนาอันอุดมด้วยป่าเขาดอยสูงมากมาย เป็นดินแดนที่ที่ทุกคนปรารถนาไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นแล้ว ก็มีเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน ลำปาง เป็นต้น
เมืองลำปาง มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ทุกคนอยากไปสัมผัส คือ น้ำพุร้อนแจ้ซ้อน อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง และยังประกอบด้วยธรรมชาติป่าเขา สายน้ำตกอื่นๆ อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ด้วย จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อของจังหวัดลำปาง
ใครที่ชอบอาบน้ำร้อน นอนแช่น้ำแร่ ก็ไม่ผิดหวัง  เพราะที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน นั้นประกอบด้วยธรรมชาติที่ทำให้ทุกคนมีความสุข ผ่อนคลายความตึงเครียด มีลมหายใจธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกแจ้ซ้อนที่สวยงาม บ่อน้ำร้อนที่สวยงามในยามเช้า และเราก็จะพบความมหัศจรรย์ของบ่อน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 73 องศาเซลเซียส








การเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จะเป็นเส้นทางที่สะดวกสบาย เป็นทางราดยางที่รถทุกชนิดเข้าไปถึง ปัญหาอุปสรรคการเดินทางก็ไม่มีอะไรมากนัก ยกเว้นว่าเราจะเลือกเส้นทางวิ่งจากแจ้ซ้อนไปออกเชียงใหม่ที่ต้องใช้เส้นทางลูกรังขึ้นเขาจะข้ามดอยที่สูงชัน จนไปออกถนนสายดอยสะเก็ด-แม่ขะจาน เส้นทางสายนี้เหมาะสำหรับรถปิ๊กอัพหรือรถยนต์ขับเคลื่อน ล้อ ที่เราสามารถลัดไปเชียงใหม่ได้ใกล้กว่ากัน
 การเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จะเป็นเส้นทางที่สะดวกสบาย เป็นทางราดยางที่รถทุกชนิดเข้าไปถึง ปัญหาอุปสรรคการเดินทางก็ไม่มีอะไรมากนัก 
จุดเด่นของอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน คือ น้ำพุร้อน เป็นน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ประกอบด้วยบ่อเล็กบ่อน้อยถึง บ่อ อยู่ในพื้นที่ประมาณ ไร่ มีอุณหภูมิ โดยเฉลี่ยประมาณ 73 องศาเซียลเซียส
ทางอุทยานฯ ได้จัดห้องอาบน้ำแร่ไว้ในมุมที่เป็นธรรมชาติ มีความกลมกลืนกับพื้นที่ มีทั้งห้องแช่ส่วนตัว กับห้องตักอาบ โดยเฉพาะห้องแช่ส่วนตัวนั้นมีการออกแบบได้มาตรฐานของห้องอาบน้ำแร่ทั่วไป มีท่อน้ำเย็นสำหรับนำมาผสมกับน้ำร้อน เพื่อให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสม
ยกเว้นว่าเราจะเลือกเส้นทางวิ่งจากแจ้ซ้อนไปออกเชียงใหม่ที่ต้องใช้เส้นทางลูกรังขึ้นเขาจะข้ามดอยที่สูงชัน จนไปออกถนนสายดอยสะเก็ด-แม่ขะจาน เส้นทางสายนี้เหมาะสำหรับรถปิ๊กอัพหรือรถยนต์ขับเคลื่อน ล้อ ที่เราสามารถลัดไปเชียงใหม่ได้ใกล้กว่ากัน

ทางอุทยานฯ ได้จัดห้องอาบน้ำแร่ไว้ในมุมที่เป็นธรรมชาติ มีความกลมกลืนกับพื้นที่ มีทั้งห้องแช่ส่วนตัว กับห้องตักอาบ โดยเฉพาะห้องแช่ส่วนตัวนั้นมีการออกแบบได้มาตรฐานของห้องอาบน้ำแร่ทั่วไป มีท่อน้ำเย็นสำหรับนำมาผสมกับน้ำร้อน เพื่อให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสม









 มีข้อระเบียบข้อระวังการอาบน้ำแร่ด้วย เพราะการอาบหรือแช่นานเกินไปก็มีผลต่อสุขภาพด้วย อาจเป็นลมหน้ามืดได้ และในบริเวณใกล้เคียงก็มีน้ำตกแจ้ซ้อน ซึ่งมีอยู่ ชั้น มีน้ำตลอดปี และไหลมารวมกับสายน้ำร้อนจากบ่อน้ำร้อน ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั่วไป
จากน้ำร้อนมาเป็นน้ำเย็นที่เราสามารถสัมผัสธรรมชาติได้ รูปแบบในครั้งเดียวกัน โดยเฉพาะเส้นทางน้ำตกเราสามารถท่องเที่ยวไปได้ครบทุกชั้น จะมีเส้นทางให้เดินเลียบขึ้นตามชั้นหน้าผาธรรมชาติของน้ำพุร้อนแจ้ซ้อนแห่งนี้ มีศักยภาพเพื่อการท่องเที่ยวและพักผ่อนอย่างเต็มรูปแบบ ยิ่งช่วงหน้าหนาวก็จะเป็นบรรยากาศที่เหมาะเป็นอย่างยิ่ง



ในช่วงยามเช้าบริเวณบ่อน้ำร้อนจะมีบรรยากาศที่งดงาม ประกอบไปด้วยไอหมอกที่ลอยกรุ่นอยู่เหนือบ่อน้ำร้อน จึงช่วยให้บรรยากาศที่บ่อน้ำพุร้อนเกิดเป็นภาพความงดงามที่ตระการตา นอกจากสถานที่เหล่านี้แล้วก็ยังมีน้ำตกแม่มอน น้ำตกแม่ขุน ซึ่งเป็นน้ำตกที่ยังคงเป็นธรรมชาติและมีสายน้ำไหลตลอดปีอยู่ท่ามกลางผืนป่าแห่งนี้
อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกจัดวางระบบไว้เป็นอย่างดี มีบ้านพัก มีลานตั้งแค้มป์ มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีร้านอาหาร มีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้หลายอย่าง จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์ทีเดียวข้อมูลการเดินทาง  จากตัวเมืองลำปางไปประมาณ 75 กมโดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1035 ลำปาง-แจ้ห่ม เป็นระยะทาง 58 กมจากนั้นต่อด้วยเส้นทาง ร..อีก 17 กมก็ถึงที่ทำการอุทยานฯ























พาไปเมืองลำปางหลายครั้งหลายครา..แต่หมูหินก็ยังไม่เคยมีโอกาสพาเพื่อนๆ ไปกราบไหว้ หลักเมืองลำปางกันเลยนะคะ…               ทริปนี้ หมูหินก็เลยจะอาสาพาไปไหว้ หลักเมืองลำปาง ซึ่งถึงเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองรถม้า จังหวัดลำปาง เสาหลักคู่บ้านคู่เมือง ที่ “ศาลหลักเมืองลำปาง” อยู่ในบริเวณ ศาลากลางเมืองจังหวัดลำปางนี่เองค่ะ 

              
 จังหวัดลำปาง เป็นเมืองเก่าที่มีความสำคัญของอาณาจักรล้านนา จึงต้องมีเสาหลักเมืองเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างเมือง เมื่อปี พ.ศ. 2440 สร้างศาลากลางจังหวัดขึ้น ได้นำหลักเมืองมาไว้ที่บริเวณหน้าศาลากลาง และได้มีการสร้างมณฑปครอบหลักเมืองทั้งสามในปี พ.ศ. 2511  ซึ่งในปัจจุบันศาลหลักเมืองเป็นที่เก็บเสาหลักเมืองโบราณจากที่ต่างๆไว้ และยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อดำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวจังหวัดลำปาง 





  ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดลำปาง ด้านตะวันตกเฉียงใต้ หลักเมืองทำด้วยไม้สัก โดยภายในศาลหลักเมือง จะมีหลักเมืองอยู่ 3 ต้น แต่ละต้นเป็นเสาไม้เนื้อแข็งขนาดหนึ่งคนโอบถากปลายแหลม ประดิษฐานอยู่ตามมุมต่างๆ ซึ่งทั้งสามต้นจะมีประวัติความเป็นมาต่างกัน ดังนี้


   เสาหลักที่ 1 นำมาจากวัดปงสนุก สร้างขึ้นประมาณ ปี พ.ศ. 2400 ใน สมัยเจ้าวรญาณรังษี
   เสาหลักที่ 2 สร้างขึ้น ในปี พ.ศ. 2416 สมัยพระเจ้าพรหมภิพงษ์ธาดา
   เสาหลักที่ 3 นำมาจากบริเวณตลาดราชวงศ์ ข้างคุ้มราชวงศ์เก่า (ในอดีตบริเวณนี้เป็นท่าน้ำ) สร้างขึ้น ในปี พ.ศ. 2429 สมัย เจ้านรนันท์ไชยชวลิต 



 เหตุผลที่เสาหลักทั้งสามนี้มาประดิษฐานอยู่ด้วยกัน เพราะเจ้าบุญยวาทย์วงศ์มานิตย์ เจ้าเมืองลำปาง ได้สร้างศาลาว่าการจังหวัด ขึ้นในที่ดินที่เรียกว่า หอคำ เมื่อแล้วเสร็จจึงได้อัญเชิญเสาหลักเมืองทั้งสามมาประดิษฐานอยู่ด้วยกัน ในปี พ.ศ. 2440 และในปี พ.ศ. 2511 ได้มีการสร้างมณฑปครอบเสาหลักเมืองไว้
 ในบริเวณ ใกล้เคียงกันยังมี พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง 49 นิ้ว ประดิษฐานอยู่ในอาคารทรงไทยจัตุรมุข ใกล้กับศาลหลักเมือง ซึ่งในหลวงทรงเททองหล่อด้วยพระองค์เอง ในปี พ.ศ. 2509 หลังจากผ่านการปลุกเสกเบิกพระเนตรแล้ว จึงพระราชทานไปประดิษฐานยังทิศทั้งสี่ของประเทศไทย









  เพื่อน ๆที่ผ่านไป ผ่านมาก็สามารถเข้ามาสักการะศาลหลักเมืองลำปาง และหลวงพ่อดำ ที่ศาลากลางเมืองลำปางได้ทุกวัน เปิดตั้งแต่เวลา 06.00 - 17.00 น. มีโอกาสมาเมืองลำปางทั้งที ก็อย่าลืมนั่งรถม้าชมเมืองนะคะ รับรองว่าจะเป็นทริปที่แสนประทับใจอีกทริปนึงเลยล่ะค่ะ





แวะมาแอ่วเจียงใหม่กันเน้อจ้าววว

วัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร จ.เชียงใหม่

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร
       วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นวัดที่มีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์และเป็นวัดท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่รู้จักของประชาชนชาวไทยโดยทั่วไป ในฐานะที่เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากวัดหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 14 กิโลเมตร อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,053 เมตร อยู่ในเขตตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่



         องค์พระเจดีย์ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง มีชื่อว่า ดอยสุเทพ แต่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของฤาษี มีนามว่า สุเทวะ เป็นภาษาบาลี มีความหมายว่า เทพเจ้าที่ดี ซึ่งตรงกับความหมายของคำว่า สุเทพ นั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงได้ ชื่อว่า ดอยสุเทพ ซึ่งมาจากชื่อของฤๅษี คือสุเทวะฤาษี


          ตามประวัติได้แจ้งว่า เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 พระเจ้ากือนา ได้ทรงสร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหารไว้บนยอด เขาดอยสุเทพ โดยได้นำเอาพระบรมธาตุ ของพระพุทธเจ้า ที่พระมหาสวามี นำมาจากเมืองปางจา จังหวัดสุโขทัย บรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์พระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร นอกจากจะเป็นวัดที่มีความสำคัญมากแล้ว ยังเป็นพระอารามหลวง 1 ใน 4 ของจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย (พระอารามหลวงหมายถึง วัดที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเจาอยู่หัวฯ) ชาวเชียงใหม่เคารพนับถือพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหารมาก เสมือนหนึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มาแต่โบราณกาล

            ในสมัยก่อน การขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน เพราะไม่มีถนนสะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน ทางเดินก็แคบๆ และ ไม่ราบเรียบ ต้องผ่านป่าเขาลำเนาไพร และปีนเขาต้องใช้เวลายาวนานถึง 5ชั่วโมงกว่า จนมีคำกล่าวขานกันทั่วไปในสมัยนั้นว่า ถ้าไม่มีพลังบุญและศรัทธาเลื่อมใสจริงๆ ก็จะไม่มีโอกาสได้กราบไหว้พระธาตุดอยสุเทพ
ในปี พ.ศ.2477 (ค.ศ.1934) ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย มาจากวัดบ้านปาง จังหวัดลำพูน เป็นผู้เริ่มดำเนินการสร้างถนนขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ โดยมีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สมัยนั้น เป็นผู้เริ่มขุดดินด้วยจอบเป็นปฐมฤกษ์ ตรงที่หน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ปัจจุบัน ใกล้ๆ กับบริเวณน้ำตกห้วยแก้ว โดยเริ่มสร้างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2477

             บันใดนาค เป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งหนึ่งของวัดพระธาตุดอยสุเทพ มีความงดงามทางด้านศิลปะที่ทรงคุณค่า และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวผู้มานมัสการพระบรมธาตุ มักจะต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึกที่ด้านของบันใดนาค ซึ่งมีทัศนียภาพงดงามและมีเสน่ห์เมื่อมองขึ้นไปตามขั้นใด นักท่องเที่ยวที่มาเยือนครั้งแรก มักจะเดิน ขึ้นหรือเดินลงบันใดนาคเสมอ แต่ส่วนใหญ่มักจะเดินลง ส่วนตอนขึ้นนั้นมักจะขึ้นทางลิฟท์หรือรถรางไฟฟ้า

           รถรางไฟฟัาได้นำมาใช้บริการประชาชนผู้สูงอายุมานานกว่า 10 ปี ตอนแรกๆ ก็ใช้เพียงขนของสัมภาระขึ้น-ลงพระธาตุเท่านั้น ต่อมาภายหลังได้ทำการปรับปรุงระบบความปลอดภัยให้ดีขึ้น จึงให้้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีอายุการใช้งานรถรางไฟฟ้านานมากแล้ว ทางวัดจึงได้ทำการปรับปรุงและพัฒนาครั้งใหญ่เพื่อจะนำมาเสริมสร้างบริการที่ดี และปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวด้วยความมั่นใจยิ่ง






เป็นไงกันบ้างค่ะดอยสุเทพ ขึ้นไปถึงยอดดอยสุเทพแล้วมองลงมาข้างล่างดูวิวสวยมากเลยค่ะยิ่งเวลาตอนเย็นๆ อากาศก็ดีมากๆค่ะ ใครอยากสัมผัสความรู้สึกนี้ลองไปเที่ยวดูนะค่ะ 





ดอยอินทนนท์

ความเป็นมา
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อ พ.ศ.2515 ประกาศเป็นอุทยานฯ เป็นลำดับที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ 482.4 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่  ดอยอินทนนท์แต่เดิมดอยนี้มีชื่อว่า "ดอยหลวง" หรือ "ดอยอ่างกา"ดอยหลวง มาจากขนาดของดอยที่ใหญ่มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า "ดอยหลวง" (หลวง: เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ใหญ่)

               ดอยอ่างกา มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากยอดดอยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 300 เมตร มีหนองน้ำแห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่าง ฝูงกาจำนวนมากมายมักพากันไปเล่นน้ำที่หนองน้ำแห่งนี้ จึงพากันเรียกว่า "อ่างกา" และภูเขาขนาดใหญ่แห่งนั้นก็เลยเรียกกันว่า "ดอยอ่างกา"แต่ก็มีบางกระแสกล่าวว่า คำว่า "อ่างกา" นั้น แท้จริงแล้วมาจากภาษาปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) แปลว่า "ใหญ่"เพราะฉะนั้นคำว่า "ดอยอ่างกา" จึงแปลว่าดอยที่มีความใหญ่นั่นเอง

               ดอยอินทนนท์ อดีตกาลก่อนป่าไม้ทางภาคเหนืออยู่ในความควบคุมของเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (องค์สุดท้าย) พระองค์ให้ความสำคัญกับป่าไม้อย่างมาก โดยเฉพาะป่าในบริเวณดอยหลวง ทรงรับสั่งว่า หากสิ้นพระชนม์ลงให้นำอัฐิบางส่วนขึ้นไปสร้างสถูปบรรจุไว้บนดอย ดอยนี้จึงมีนามเรียกขานว่า "ดอยอินทนนท์"

แต่มีข้อมูลบางกระแสกล่าวว่า ที่ดอยหลวงเรียกว่า ดอยอินทนนท์ นั้น เป็นเพราะเนื่องจากว่าเป็นการให้เกียรติ เจ้าผู้ครองนคร จึงตั้งชื่อจากคำว่า "ดอยหลวง" ซึ่งเป็นชื่อที่มีความซ้ำกับดอยหลวง ของอำเภอเชียงดาว แต่ภายหลังมีชาวเยอรมัน มาทำการสำรวจและวัด ซึ่งปรากฎผลว่า ดอยหลวง หรือดอยอ่างกา ที่อำเภอแม่แจ่มมีความสูงกว่า ดอยหลวง ของอำเภอเชียงดาว จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกัน และเรียกดอยแห่งนี้ว่า "ดอยอินทนนท์"

               อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของ "ป่าสงวนแห่งชาติดอยอินทนนท์" ต่อมาได้ถูกสำรวจและจัดตั้งเป็นหนึ่งในสิบสี่ ป่าที่ทางรัฐบาลให้ดำเนินการเป็นอุทยานแห่งชาติซึ่งครั้งแรกกรมป่าไม้เสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ให้มีพื้นที่ 1,000 ตร.กม. หรือประมาณ 625,000 ไร่ แต่เนื่องจากพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ อาศัยอยู่ก่อนหลายชุมชน จึงทำการสำรวจใหม่ และกันพื้นที่ที่ราษฎร อยู่มาก่อน และคาดว่าจะมีปัญหาในอนาคตออก จึงเหลือพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 270 ตร.กม. หรือประมาณ 168,750 ไร่ ประกาศลงวันที่ 2 ตุลาคม 2515 และในวันที่ 13 มิถุนายน 2521 รัฐบาลประกาศพื้นที่เพิ่มอีกเป็น 482.4 ตร.กม. อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ มีความสูงจากระดับน้ำทะลปานกลาง 400-2,565.3341 เมตร เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยสำหรับวัตถุประสงค์ในการกำหนดที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หมวด 1 มาตรา 6 ดังนี้

"เมื่อรัฐบาลเห็นสมควรกำหนดบริเวณที่ดินแห่งใดมีสภาพธรรมชาติเป็นที่น่าสนใจ ให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมเพื่อสงวนไว้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและรื่นรมย์ของประชาชน ก็ให้มีอำนาจกระทำโดยประกาศพระราชกฤษฎีกาด้วยบริเวณที่กำหนดนี้เรียกว่า อุทยานแห่งชาติ"

สถานที่ตั้ง
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย มีพื้นที่อยู่ในท้องที่อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม กิ่งอำเภอดอยหล่อ และอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ในระว่างเส้นรุ้งที่ 18 องศา 24 ลิปดา ถึง 18 องศา 40 ลิปดา หรือ และแส้นแวงที่ 98 องศา 24 ลิปดา ถึง 98 องศา 42 ลิปดา ตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 301,500 ไร่ หรือประมาณ 482.1 ตารางกิโลเมตร สามารถเข้าถึงได้โดยใช้เส้นทาง เชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ไปยังอำเภอจอมทอง 50 กม. ระยะทางประมาณ 50 กม. เลี้ยวขวาตามถนนสาย จอมทอง-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) ประมาณ 8 กม. ก็จะเริ่มเข้าเขตอุทยานแห่งชาติที่บริเวณน้ำตกแม่กลาง และตัดขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์เป็นระยะทางทั้งหมด 49.8 กม. ที่ทำการอุทยานแห่งชาติจะตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 31
พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานแห่งชาติ จะอยู่ในเขตอำเภอจอมทอง โดยมีอาณาเขตดังนี้
  • ทิศเหนือ อยู่ในเขตตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม และตำบลแม่วิน ตำบลทุ่งปี้ อำเภอแม่วาง
  • ทิศใต้ อยู่ในเขตตำบลบ้านหลวง และตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง
  • ทิศตะวันออก อยู่ในเขตตำบลสองแคว ตำบลยางคราม และตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง
  • ทิศตะวันตก อยู่ในเขตตำบลแม่นาจร ตำบลช่างเคิ่ง และตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม
  • สำหรับอาณาเขตของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จะครอบคลุมพื้นที่ตามแนวเขตการปกครอง 4 อำเภอ และ 9 ตำบล 16 หมู่บ้าน 32 หย่อมบ้าน ในจังหวัดเชียงใหม่ดังต่อไปนี้
  • อำเภอจอมทอง ตำบลสองแคว ตำบลยางคราม ตำบลบ้านหลวง ตำบลสบเตี๊ยะ
  • อำเภอแม่แจ่ม ตำบลแม่นาจร ตำบลช่างเคิ่ง ตำบลท่าผา
  • อำเภอแม่วาง ตำบลแม่วิน ตำบลทุ่งปี้
  • อำเภอดอยหล่อ

สภาพภูมิอากาศ



















ลักษณะทางธรณี
 พบว่า หินที่พบบริเวณดอยอินทนนท์มีอายุตั้งแต่ประมาณ ยุคพรีแคมเบรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหินไนส์จนถึงยุคเทอร์เซียรี่ ซึ่งจะเป็นหินพวกหินกรวดมน โดยมีหินไนส์เป็นหินที่เกิดเป็นแกนใหญ่ ปรากฏทางทิศตะวันตกของพื้นที่ซึ่งเรียงตัวในแนวเหนือ ? ใต้ และทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและที่บริเวณยอดดอยอินทนนท์ รองลงมาเป็นหินแกรนิตปรากฏกระจายอยู่ทางทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีหินแกรนิตโนไดโอไรต์ที่พบทางตอนกลางของพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบหินปูนทางทิศตะวันออกสุดของพื้นที่และยังมีหินกรวด หินทราย และหินฟิลไลต์ (Phyllite) อีกด้วย
หินไนส์ (gneiss) เป็นหินที่พบเป็นผืนใหญ่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ โดยจะมีการกระจายตัวเป็นแถบตามแนวเหนือ ? ใต้ ของด้านลาดทิศตะวันตกของอุทยานฯ และยังจะพบเป็นบางจุดในตอนเหนือและตอนใต้ของด้านลาดตะวันออกของอุทยานฯ หินไนส์ที่พบจะเป็นหินชนิด sillimanite gneiss เช่นที่บริเวณยอดดอยอินทนนท์ และหิน biotite gneiss ซึ่งมีสีเทา-เทาอ่อน เนื้อหยาบ และหยาบปานกลาง ประกอบไปด้วยแร่ธาตุ ควอร์ต (quartz), มัสโคไวท์ (muscovite), ไบโอไตท์ (biotite), ไมกาซีสท์ และเฟลสปาร์ (feldspar) และแร่อื่น ๆ โดยจะมีอายุมากกว่า 600 ล้านปี เนื่องจากหินชนิดนี้ให้กำเนิดดินที่มีลักษณะเป็นทรายหยาบ และง่ายต่อการถูกชะล้างและพังทลาย ทำให้พื้นที่ตอนบนของอุทยานแงชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวสองข้างถนนที่ตัดขึ้นสู่ยอดดอยเกิดการถล่มพัง (slide) อยู่ตลอดเวลา เพราะไม่มีมาตรการป้องกันการพังทลายที่ดี

หินแกรนิต (granite) จะพบเป็นผืนใหญ่และคลุมพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับหินไนส์ (gneiss) โดยมีการกระจายตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ของด้านลาดทิศตะวันออกของอุทยานแห่งชาติ หินแกรนิต (granite) ที่พบจะมีลักษณะเป็นหินสีเทา เนื้อแน่นและค่อนข้างละเอียด ถึงหยาบปานกลาง ประกอบไปด้วยแร่ธาตุ ควอร์ต (quartz), ไบโอไตท์ (biotite), และเฟลสปาร์ (feldspar) เป็นส่วนใหญ่ หินแกรนิต (granite) ที่พบจะมีอายุระหว่าง 280 ? 345 ล้านปี หินแกรนิต (granite) บางแห่งได้ผุสลายกลายเป็นชั้นดินหนา และเมื่อมีการตัดถนนผ่านจึงมังจะถูกชะล้างและพังทลายได้ง่ายเช่นกัน ดังเช่นช่วงของถนนที่ใกล้จะถึงบริเวณยอดดอย

หินแกรโนไดโอไรต์ (granidiorite) ซึ่งเป็นหินแกรนิต (granite) ชนิดหนึ่ง จะพบเป็นแถบตอนกลางเรียงตัวอยู่ระหว่างหินไนส์ (gneiss) และหินแกรนิต (granite) เป็นหินที่เกิดขึ้นในยุคไทรแอสซิก (Triassic) มีอายุระหว่าง 195 ? 230 ล้านปี ซึ่งจะมีองค์ประกอบของแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย เช่น มัสโคไวท์ (muscovite), ไบโอไตท์ (biotite), นีส, ไมกาซีสท์ และเฟลสปาร์ (feldspar) ฯลฯ

หินปูน (limestone) จะพบในด้านลาดทิศตะวันออกสุดในบริเวณเส้นทางสายจอมทอง ? อินทนนท์ ระหว่างกิโลเมตรที่ 8 ? 12 จะมีถ้ำบริจินดา และถ้ำอื่น ๆ อยู่ เป็นหินที่เกิดในยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician) มีอายุระหว่าง 435 ? 500 ล้านปี ส่วนใหญ่จะเป็นหินปูนที่มีหินเชล (shale) สีเขียว และหินเชลปนทรายแทรกอยู่
นอกจากหินชนิดหลักเหล่านี้ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ยังมีหินชนิดอื่นอยู่อย่างกระจัดกระจาย เช่น หินกรวด (conglomerate), หินทราย (sandstone), หินควอร์ตไซต์ (quartzite), หินไมกาซีสต์ (quartz ? mica schist), หินอ่อน ฯลฯ



ลักษณะดิน

ดยทั่วไป ลักษณะและชนิดของดินจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ หลายปัจจัย ได้แก่ สภาพภูมิอากาศ ระดับความสูงต่ำของพื้นที่ พืชพรรณธรรมชาติ การกระทำของมนุษย์ เวลาและลักษณะทางธรณีวิทยา เนื่องจากพื้นที่ศึกษาส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน การศึกษาและจำแนกลักษณะดิน ตลอดจนการหาขอบเขตของหน่วยพื้นที่ทำได้ยากและมีความไม่แน่นอน ดังนั้น คณะวนศาสตร์ (ม.ป.ป.) จึงได้จำแนกดินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ออกตามลักษณะของป่าที่ขึ้นปกคลุมดังนี้


 ดินป่าเต็งรัง
สภาพของดินในป่าเต็งรัง โดยทั่วไปจะมีลักษณะของดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ คือหน้าดินจะตื้น มีความลึกของดินชั้น A จะอยู่ระหว่าง 3 ? 8 ซม. ดินส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นดินปนกรวดและลูกรังสีแดง (laterite) จะมีปริมาณกรวดขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตร ในหน้าดินสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เนื้อดินจะมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย (sandy loam) และเนื้อดินบางส่วนจะเกาะตัวกันแน่น ทำให้ดินมีการระบายน้ำได้ช้า หรือในบางแห่ง เช่นป่าเต็งรังที่มีไม้เหียง ? ไม้พลวงเป็นไม้เด่น จะมีทรายปนสูง ทำให้มีลักษณะของดินทราย ไม่อุ้มน้ำ ทำให้แห้งแล้งมากในฤดูแล้ง ปริมาณอินทรีย์วัตถุ (organic matter) สะสมอยู่ระหว่าง 4 ? 26 ตัน/ไร่ และดินจะมีลักษณะเป็นกรด มีค่าความเป็นกรด (pH) ระหว่าง 5.0 ? 6.0


ดินป่าเบญจพรรณ
ดินในป่าเบญจพรรณส่วนใหญ่จะเป็นดินในกลุ่มดินหลัก Red Yellow Podzolic หรืออยู่ในอนุกรมวิธาน Oxic Paleustults ซึ่งมีต้นกำเนิดจากดินตะกอนของลำน้ำเก่า และการผุสลายของหินตะกอน ดินจะเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร หน้าดินตื้น มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง เพราะเนื้อดินร่วน (loamy skeletal) และมีกรวดทรายปนอยู่มากบนผิวดิน เป็นดินที่ง่ายต่อการถูกชะล้างและพังทลาย (erosive soil) ดินชนิดนี้จะพบได้ทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ลุ่มน้ำของลุ่มน้ำต่าง ๆ ของอุทยานแห่งชาติ



ดินในป่าสนเขาและดินป่าสนผสมไม้ก่อ 
ดินที่พบในป่าดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกันมาก และจะแตกต่างกันในรายละเอียดบ้างตามลักษณะของสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ ดินจะเป็นดินของป่าดิบเขาเดิม คือ เป็นดินที่มีสีน้ำตาลแดง ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มดินหลัก (great soil group) Reddis Brown Lateritic หรืออยู่ในอนุกรมวิธาน (soil taxonomy) Orthoxic palehumults ซึ่งมีต้นกำเนิดจากหินแกรนิต (granite), หินไนส์ (gneiss) และหินคว quartzite organic matter clay ? clay loam erosive soil
พื้นที่ที่มีระดับความสูงตั้งแต่ 700 ? 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ดินมีสีน้ำตาลแดง มีการระบายน้ำปานกลาง มีการชะล้างหน้าดินปานกลาง ดินลึกกว่าดินประเภทอื่นข้างต้น รากพืชปรากฏให้เห็นลึกถึง 75 ซม. ผิวดินไม่มีก้อนกรวดและดินลูกรัง ดินมีปริมาณทรายน้อยลงและปริมาณไม่แตกต่างกันมากที่ระดับผิวดินและลึก 50 ซม. มีค่าระหว่าง 37 ? 45 % ดินเป็นกรดอ่อน ค่า ph 5.6 ? 6.0 อินทรีย์วัตถุไม่สูงมากนัก ที่ผิวดิน (0 ? 5 ซม.) มี 2.69 %



ดินป่าดิบเขา
เป็นดินที่พบตั้งแต่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,500 เมตร ขึ้นไป ดินบริเวณนี้โดยทั่ว ๆ ไป ลึกมากและมีความชื้นสูง ผิวดินปกคลุมด้วยซากพืชหนา ดินมีสีค่อนข้างดำ ลึกมากกว่า 5 ซม. มีความเป็นกรดปานกลาง มีค่า pH 5.1 ดินชั้น B ลึกมากกว่า 60 ซม. เป็น loam สีน้ำตาลแดงหรือสีส้มปนแดง มีค่า pH ประมาณ 5.4 ดินทั้งสองชั้นไม่มีก้อนกรวดปนหรือมีน้อยมาก



ทรัพยากรน้ำ
ากลักษณะของภูมิประเทศที่กว้างใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 310,500 ไร่ หรือ 482.4 ตร.กม. และเป็นเทือกเขาสูงชันและสลับซับซ้อน ทำให้อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอฮอด อำเภอแม่วาง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ไหลลงสู่แม่น้ำปิง โดยจะมีแนวสันเขาที่ทอดจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ของอุทยานฯ มีลักษณะเป็นสันปันน้ำหลักที่ให้ลำธารและแม่น้ำต่าง ๆ ภายในอุทยานฯ ไหลลงทางด้านทิศตะวันออกและด้านลาดทิศตะวันตกของอุทยานฯ บ้างก็หลั่งล้นจากโตรกผาสูงกลายเป็นธารน้ำตกที่งดงามยิ่งใหญ่มาก ดังเช่น ลำห้วยแม่ยะไหลจากดอยขุนแม่ยะลงมาเป็นน้ำตกแม่ยะ ซึ่งเป็นน้ำตกที่สูงใหญ่ที่สุดสายหนึ่งของเมืองไทย ส่วนห้วยแม่กลางนั้นหลั่งไหลมาเป็นทางสายยาว เกิดเป็นน้ำตกวชิรารหรือตาดฆ้องโยง และน้ำตกแม่กลางอันเป็นน้ำตกใหญ่อยู่เชิงดอยอินทนนท์ นอกจากนี้ ยังมีน้ำตกแม่ปานที่เกิดจากลำห้วยแม่ปานและห้วยทรายเหลืองไหลมารวมกัน แล้วไหลลงสู่ลุ่มน้ำแม่แจ่ม ทั้งยังมีธารน้ำตกอีกมากมาย เช่น น้ำตกสิริภูมิหรือน้ำตกเลาลี น้ำตกแม่ป่าก่อ เป็นต้น และสายน้ำทุกสายหลั่งไหลลงสู่ในที่สุด 

                 จากลักษณะทางกายภาพของอุทยานฯ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จะประกอบไปด้วยพื้นที่ลุ่มน้ำหลัก (Main Watershed) 4 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำแม่วาง ลุ่มน้ำแม่กลาง ลุ่มน้ำแม่เตี๊ยะ และลุ่มน้ำแม่แจ่ม



ลุ่มน้ำแม่วางหรือขุนวาง ทางด้านลาดทิศเหนือของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จะผันน้ำแม่วางและน้ำแม่ป๋วยจากทางเหนือของอุทยานฯ ไหลลงสู่น้ำแม่วางในเขตอำเภอแม่วางและไหลลงสู่น้ำแม่ขานและแม่ปิงในพื้นที่อำเภอสันป่าตอง

ลุ่มน้ำแม่กลาง จะเริ่มจากบริเวณยอดดอยอินทนนท์และครอบคลุมพื้นที่ด้านลาดทางทิศตะวันออกของอุทยานฯ เกือบทั้งหมด ผันน้ำจากลำน้ำแม่กลางและสาขาจากยอดดอยอินทนนท์ผ่านบริเวณตอนกลางของอุทยานฯ ลำน้ำแม่ปอนและสาขาในตอนกลางก่อนลงมาทางใต้ของอุทยานฯ

ลำน้ำแม่ยะและสาขาในพื้นที่ด้านทิศใต้ของอุทยานฯ ลงสู่น้ำแม่เตี๊ยะทางด้านทิศใต้ของอุทยานฯ ลำน้ำแม่หอยและสาขาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอุทยานฯ ไหลลงสู่ลำน้ำแม่กลางทางด้านทิศตะวันออกของอุทยานฯ และไหลลงสู่น้ำแม่ปิงในพื้นที่อำเภอจอมทอง

ลุ่มน้ำแม่เตี๊ยะซึ่งจะผันน้ำจากทางใต้ของอุทยานฯ ลงสู่น้ำแม่เตี๊ยะทางด้านทิศใต้ของอุทยานฯ และไหลลงสู่แม่กลาง และแม่ปิงในพื้นที่บ้านสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง

ลุ่มน้ำแม่แจ่ม จะเริ่มจากบริเวณยอดดอยอินทนนท์ ครอบคลุมพื้นที่ด้านลาดทิศตะวันตกของอุทยานฯ ทั้งหมด

ลุ่มน้ำนี้จะประกอบด้วยลำห้วยหรือลำธารขนาดใหญ่ที่มีน้ำไหลตลอดปีจำนวนมาก โดยจะประกอบไปด้วยลุ่มน้ำย่อยแม่มะลอ ซึ่งจะรับและผันน้ำจากลำห้วยแม่จรหลวง, ห้วยแจ่มเต๊าะ, ห้วยแม่มะลอ จากบริเวณเหนือสุดของอุทยานฯ ลุ่มน้ำย่อยห้วยบ้านยาง ซึ่งจะรับและผันน้ำจากห้วยแม่วาก ห้วยหาดควาย ห้วยแม่แทน ห้วยบ้านยาง ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานฯ และลุ่มน้ำย่อยแม่แรก ซึ่งจะรับและผันน้ำจากห้วยแม่แรก ห้วยแม่หมุน และห้วยแม่หลุในพื้นที่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอุทยานฯ ลุ่มน้ำย่อยทั้งหมดนี้จะผันน้ำไหลลงสู่น้ำแม่แจ่มในเขตอำเภอแม่แจ่ม ช่วยเสริมให้ลำน้ำแม่แจ่มมีน้ำไหลตลอดทั้งปี และลงสู่น้ำแม่ปิงที่อำเภอฮอด




ทรัพยากรสัตว์ป่า

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจำนวนไม่น้อย เท่าที่พบมีทั้งหมด 446 ชนิดพันธุ์ แยกออกได้เป็น 4 ประเภท คือ นกป่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ชนิดพันธุ์ของสัตว์ประเภทนี้ที่พบมีอยู่ 39 ชนิดพันธุ์ ในอดีตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมมากของสัตว์ป่าประเภทนี้ แต่ในช่วง 2 ? 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า และการล่าคุกคามความเป็นอยู่ของสัตว์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สัตว์ที่เหลืออยู่ส่วนมากเป็นสัตว์ขนาดเล็ก เช่น พวกกระรอก (Squirrel) กระแตธรรมดา (Common Tree Shrew) กระเล็นขนปลายหูสั้น (Burmese Striped) อ้นเล็ก (Cannomys badius) เม่นหางพวง (Atherurus macrourus) อีเห็นข้างลาย (Paradoxurus hemaphroditus) และชะมดแผงสั้นหางดำ (Viverra megaspila) เป็นต้น

นก พบในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 382 ชนิดพันธุ์ จากจำนวนดังกล่าว แยกเป็นนกประจำถิ่น (resident bird) รวม 266 ชนิดพันธุ์ นกอพยพย้ายถิ่น (migratory bird) อีกจำนวน 104 ชนิดพันธุ์ ส่วนที่เหลืออีก 12 ชนิด ไม่ทราบถิ่นที่อยู่อาศัยแน่นอน

















 





          สัตว์เลื้อยคลาน พบไม่น้อยกว่า 29 ชนิดพันธุ์ ชนิดพันธุ์ที่น่าสนใจได้แก่ เต่าหก (Testudo emys) ซึ่งเป็นเต่าบกที่มีขนาดใหญ่สุดของประเทศ เต่าปูลู (Platysternum megacephalus) จิ้งเหลนน้ำพันธุ์ไทย (Tropidophorus berdmori) จิ้งเหลนเรียวจุดดำ (Leiolopisma melanostictum) จิ้งจกหางแหลม (Hemidactylus frenatus) ตุ๊กแกบ้าน (Gekko gecko) งูลายสาบคอแดง (Rhabdophis subminiatus) งู และสัตว์เลื้อยคลานชนิดต่าง ๆ นอกจากนี้ยังพบว่า สัตว์เลื้อยคลานบางชนิด เช่น แลน หรือตะกวด (Varanus bengalensis) และงูเหลือม (Python reticulatus) เป็นสัตว์ที่ถูกล่าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ จนปัจจุบันเหลืออยู่น้อยมาก







สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์ประเภทนี้มีปรากฏในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ รวม 14 ชนิดพันธุ์ ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ง่ายในช่วงฤดูฝน ในช่วงฤดูแล้งมักหลบซ่อนหรือจำศีล สัตว์ที่พบ ได้แก่ กบห้วยสีข้างดำ (Rana nigorittata) เขียดหนอง (R. limnocharis) อึ่งกราย (Megophrys spp.) คางคกเล็ก (Bufo parvus) อึ่งอี๊ดหลังลาย (Microhyla pulchra) และปาดแคระ (Philautus parralus) สำหรับชนิดพันธุ์ที่สำคัญและน่าสนใจคือ กะท่าง (Tylototriton verrucosus) ซึ่งคนในพื้นที่แถบนั้นมักเรียกว่า จักกิ้มน้ำ       ในบริเวณหุบเขาหรือพื้นที่ตามแนวลาดเขา และตามที่ราบริมลำห้วยลำธาร แหล่งที่อาศัยของสัตว์ประเภทดังกล่าวนี้ มักพบเป็นพื้นที่บริเวณแคบ ๆ มีหมู่ไม้ใหญ่ เช่น ยางปาย ไทร กระบาก มะไฟ มะกอกป่า และเถาวัลย์ขึ้นปกคลุม สัตว์ที่พบมักเป็นพวกที่กินยอดไม้และผลไม้เป็นอาหาร เช่น ชะนีมือขาว (Hylobates lar) ค่างแว่นถิ่นเหนือ (Presbytis phayrei) ลิงเสน (Macaca speciosa) นางอาย (Nycticebus coucang) พวกกระรอกต่าง ๆ พญากระรอกดำ (Ratufa bicolor) และพญากะรอกบิน (Petaurista sp.) ในช่วงเวลากลางวันเป็นแหล่งที่พักและหลบซ่อนตัวของอีเห็น ชะมด (Viverra sp.) หมูป่า (Sus scrofa) และอีเก้ง (Muntiacus muntjak)
                 ตามแนวลาดเขาหรือยอดเขาหลายแห่งในพื้นที่ซึ่งมีลักษณะด้านหนึ่งเป็นผาหินสูงชัน มีพันธุ์ไม้พุ่มและไม้ล้มลุกหลายชนิดขึ้นปกคลุม บางจุดมีหญ้าขึ้นแทรกปะปน และอีกด้านหนึ่งเป็นพื้นที่ค่อย ๆ ลดลง มีหมู่ไม้ใหญ่ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ของป่าดงดิบเขาปกคลุมแน่นทึบ ลักษณะสภาพดังกล่าวเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของกวางผา (Naemorhedus goral) สัตว์ป่าสงวนที่หายาก 1 ใน 15 ชนิดของประเทศ สัตว์ป่าอื่น ๆ ที่ยังพอเห็นได้ในปัจจุบัน ได้แก่ เลียงผา (Capricornis sumatraensis) เม่นหางพวง (Atherurus macrourus) และค้างคาวชนิดต่าง ๆ อีกหลายชนิดซึ่งเข้าไปหลบอาศัยอยู่ภายในถ้ำ หรือซอกผาที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของผาหิน
ชุมชนที่อาศัยอยู่ในและรอบแนวเขตอุทยานฯ
 ชุมชนที่อาศัยอยู่ในและรอบแนวเขตอุทยานฯ ประกอบด้วยหลายชาติพันธุ์ ได้แก่ ชาวเขาเผ่าม้ง ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงหรือปกากะญอ ชาวไทยพื้นราบหรือคนเมือง ทั้งที่อาศัยอยู่มาดั้งเดิมหรืออพยพเข้ามาประมาณ 20 ? 30 ปีที่ผ่านมา กลุ่มชนผู้อพยพเดินทางมุ่งหน้าเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บนผืนดินแห่งหุบเขาของเทือกเขาอินทนนท์ กลุ่มชนแรกก็คือ ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง จนมาในปี พ.ศ. 2433 เป็นปีแรกที่ชาวเขาเผ่าม้งเดินทางอพยพมาถึงดอยอินทนนท์ และเริ่มตั้งบ้านเรือนอย่างถาวรอยู่มาจนถึงปัจจุบัน



ะเหรี่ยง หรือ ปกาเกอญอ

กะเหรี่ยงจะตั้งหมู่บ้านอยู่บริเวณภูเขาที่ไม่สูงนัก หรือตามพื้นราบ แต่ละหมู่บ้านจะมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึง 30 ? 40 หลังคาเรือน ลักษณะของบ้านจะเป็นไม้ไผ่สับฟาก หลังคามุงด้วยใบตองตึงหรือหญ้าคา ภายในเป็นห้องเดียวโล่ง มีเตาไฟอยู่กลางบ้านสำหรับใช้หุงต้มอาหารและให้ความอบอุ่น ลักษณะเด่นของกะเหรี่ยงที่ไม่เหมือนกับชาวเขาเผ่าอื่น ๆ ก็คือ การตั้งหมู่บ้านอย่างถาวร ทั้งนี้เพราะความสามารถในการอนุรักษ์ดิน และการทำนาแบบขั้นบันไดตามไหล่เขา ซึ่งสามารถที่จะทดน้ำจากลำห้วยลำธารที่อยู่สูงกว่าพื้นที่นาเข้าไปใช้ได้ กะเหรี่ยงเป็นชาวเขาเผ่าเดียวที่ไม่นิยมโค่นไม้ทำลายป่า
การปกครองในหมู่บ้านกะเหรี่ยงจะมี 3 ฝ่าย คือ หัวหน้าหมู่บ้าน หมอผี และกลุ่มผู้อาวุโส
หัวหน้าหรือผู้นำหมู่บ้านจะเรียกว่า ฮีโข่ ซึ่งมีการสืบทอดสายเลือดมาทางบิดา สำหรับหมอผีจะมีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมและรักษาโรค ส่วนกลุ่มผู้อาวุโสจะเป็นผู้ที่รักษากฎ จารีตประเพณี ตัดสินคดีความและเป็นที่ปรึกษาให้กับหัวหน้าหมู่บ้าน
กะเหรี่ยงเป็นสังคมเกษตรกรรมที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตนเองเพื่อการยังชีพด้วยการปลูกข้าวไร่ ทำนาเป็นขั้นบันไดตามหุบเขา และปลูกพืชผักต่าง ๆ โดยการทำเกษตรแบบไร่หมุนเวียน คือ การทำไร่ข้าวหรือปลูกพืชผักในไร่ใด ๆ ก็ตาม จะทำเพียงปีเดียวแล้วย้ายไปที่อื่น และปล่อยไร่พักทิ้งไว้ประมาณ 3-5 ปี เพื่อให้ดินได้พักฟื้นและมีความอุดมสมบูรณ์ แล้วจึงย้อนกลับมาทำไร่ในพื้นที่นั้นอีก นอกจากการทำเกษตรกรรมแล้ว กะเหรี่ยงยังเลี้ยงสัตว์ประเภท วัว ควาย หมู ไก่ เพื่อใช้ในพิธีกรรมและใช้เป็นแรงงาน ส่วนช้างจะเลี้ยงไว้เพื่อรับจ้างทำงานและแสดงถึงความมีฐานะด้วย
ประเพณีและพิธีกรรมของกะเหรี่ยงจะมีความเชื่อและนับถือในเรื่องผีและวิญญาณ ผีที่ชาวกะเหรี่ยงนับถือจะมีอยู่ 2 อย่าง คือ ผีบ้านและผีเรือน
                กะเหรี่ยงนับถือคริสต์ศาสนาและพุทธศาสนา ซึ่งก่อให้เกิดประเพณีและวัฒนธรรมในเผ่า อย่างเช่น ประเพณีปีใหม่ ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีเกี้ยวสาว ประเพณีแต่งงาน และประเพณีงานศพ
สำหรับเรื่องคู่ครองของกะเหรี่ยง จะยึดหลักการครองเรือนแบบผัวเดียวเมียเดียว โดยตามประเพณีจะห้ามไม่ให้หญิงชายถูกเนื้อต้องตัวกันก่อนที่จะแต่งงาน เพราะถือเรื่องความบริสุทธิ์ทางเพศเป็นสิ่งสำคัญ หากมีการฝ่าฝืนจะถูกลงโทษโดยการปรับไหม หรือถ้ามีชู้ผิดลูกผิดเมียคนอื่นจะมีโทษถึงขั้นไล่ออกไปจาหมู่บ้านทันที สำหรับหญิงกะเหรี่ยงที่แต่งงานแล้วหรือยังไม่ได้แต่งงาน เราจะสังเกตได้จากการแต่งกาย ถ้าหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานจะสวมชุดขาวทรงกระสอบ ถ้าหญิงที่แต่งงานแล้วจะสวมชุด 2 ท่อน คือ นุ่งผ้าซิ่นและใส่เสื้อครึ่งท่อน ด้วยเหตุนี้จึงสามารถเห็นได้อย่างเด่นชัดระหว่างหญิงกะเหรี่ยงที่ยังโสดกับหญิงที่แต่งงานแล้ว
ม้

ม้งจะนิยมตั้งบ้านเรือนอยู่ตามพื้นที่ลาดเขาบนภูเขาสูง มีลำห้วยและสันเขาใกล้หมู่บ้าน เพราะม้งถือคติที่ว่า ?น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก แต่ภูเขาเป็นของม้ง? ลักษณะการตั้งบ้านเรือนของม้ง จะปลูกบ้านอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ ใกล้ชิดกันในกลุ่มของเครือญาติ ซึ่งจะมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงร้อยหลังคาเรือน ม้งจะปลูกบ้านติดกับพื้นดิน โดยใช้ดินเป็นพื้นเรือน ยกพื้นสูงสำหรับที่นอนเท่านั้น วัสดุที่ใช้สร้างบ้านจะมีไม้ไผ่สับฟาก หลังคามุงด้วยใบตองหรือหญ้าคา แต่ในปัจจุบันนี้ ชาวเขาม้งได้มีการพัฒนาในการปลูกสร้างบ้านเรือนจากเดิมมาเป็นสังกะสี อิฐบล็อก เสาคอนกรีต และปูนซีเมนต์ บ้างแล้ว
การปกครองของม้งในหมู่บ้านแต่ละแห้งจะมีหัวหน้าประจำหมู่บ้านเป็นผู้นำในการปกครอง ตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านนี้จะเลือกจากผู้อาวุโสสูงสุดของสกุลที่มีอิทธิพลหรือสมาชิกในแซ่สกุลที่มากที่สุดในหมู่บ้าน
                ม้งเป็นสังคมเกษตรกรรม ทำไร่แบบเลื่อนลอย โค่นถางป่าเพื่อปลูกพืช เมื่อดินหมดสภาพความอุดมสมบูรณ์ก็จะย้ายไปหาที่ทำกินใหม่ สำหรับพืชหลักที่ปลูกคือ ฝิ่น ข้าวและข้าวโพด แต่ในปัจจุบันม้งได้มีการติดต่อสังคมกับคนเมืองมากขึ้น จึงได้รับอิทธิพลจากภายนอกและการพัฒนาจากหน่วยราชการต่าง ๆ ทำให้การปลูกฝิ่นบางพื้นที่ได้เลิกปลูกไปบ้างแล้ว จึงหันมาปลูกพืชอื่นที่มีรายได้ดีกว่าทดแทน เช่น การปลูกพืช ผัก ผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว ฯลฯ ซึ่งไม่จำเป็นต้องย้ายที่ปลูกไปเรื่อย ๆ เหมือนดังแต่ก่อน
นอกจากการทำเกษตรแล้ว ม้งยังทำอุตสาหกรรมในครัวเรือนประเภทศิลปะงานฝีมือ เช่น ทอผ้า ปักลายผ้า และการทำเครื่องเงิน ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ทำรายได้มาสู่ม้งอีกทางหนึ่ง
ประเพณีและวัฒนธรรม ตลอดจนความเชื่อของม้งยังคงรักษาและยึดถืออยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ประเพณีฉลองปีใหม่ ประเพณีการเกิด ประเพณีการตาย ประเพณีการเกี้ยวสาว และประเพณีการแต่งงาน ฯลฯ ม้งจะเชื่อและนับถือผีต่าง ๆ โดยจะมีทั้งผีดีและผีร้าย ได้แก่ ผีฟ้า ผีเรือน และผีทั่ว ๆ ไป

                เรื่องครอบครัวของม้ง ฝ่ายชายจะเป็นใหญ่กว่าฝ่ายหญิงตามประเพณีม้งจะอนุญาตให้ชายและหญิงมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนแต่งงานได้ แต่ห้ามแต่งงานกับคนแซ่สกุลเดียวกัน และเมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงต้องออกจากแซ่สกุลเดิมไปใช้แซ่สกุลของฝ่ายชาย ม้งจะนิยมแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว แต่ก็ไม่ห้าที่ชายจะมีเมียหลายคน เพื่อแสดงถึงฐานะทางเศรษฐกิจ

                ปัจจุบัน ชาวเขาเผ่าม้งมักจะให้ความสนใจในการศึกษามากกว่าชาวเขาเผ่าอื่น ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย จึงทำให้ม้งหรือม้งมีความเฉลียวฉลาดและทันต่อเหตุการณ์ในโลกปัจจุบันมากขึ้น
เอกลักษณ์ของม้งอีกอย่างหนึ่ง คือ นิยมเล่นดนตรีอยู่ 3 อย่าง คือ แคน ขลุ่ย และหยั่ง ส่วนศิลปะจะมีพิธีการรำถวาย พิธีโยนผ้าของหนุ่มสาว และการฟ้อนแคน ซึ่งม้งได้รับการถ่ายทอดมาแต่บรรพบุรุษและรักษาไว้จนถึงปัจจุบันนี้
เป็นไงบ้างค่ะข้อมูลที่นำมาฝากเพื่อนๆพอที่จะเปนตัวเลือกในการท่องเที่ยวของคุณไหมค่ะ อิอิ

         สวนราชพฤกษ์เชียงใหม่


  อุทยานหลวงราชพฤกษ์  หรือชื่อเดิมว่า สวนเฉลิมพระเกียรติ ราชพฤกษ์ จัดสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 พรรษาในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 และทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษาในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ศูนย์กลางการเรียนรู้พืชสวนโลก มีการจัดแสดงพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด การจัดแสดงนิทรรศการด้านการเกษตรและอื่น ๆ เพื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป เพื่อการศึกษางานวิจัย และเป็นแหล่งพบปะกันในกลุ่มเกษตรกร ภายในพื้นที่มีการจัดภูมิสถาปัตย์อย่างสวยงาม 





สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่เปิดให้เข้าชม ได้แก่
     - ต้นสนดึกดำบรรพ์อายุกว่า 250 ล้านปี บริเวณประตูทางเข้า
     - หอคำหลวง
     - สวนองค์กรเฉลิมพระเกียรติ เป็นส่วนที่ทางองค์กรต่าง ๆ ได้มาจัดแสดงภายใต้แนวคิดการจัดสวนตามทฤษฎีการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
     - สวนนานาชาติ พื้นที่การจัดสวนจากประเทศต่างๆ 33 ประเทศ
     - พื้นที่ชมภายในอาคาร ได้แก่ เรือนร่มไท้ โดมไม้เขตร้อนชื้น อาคารพืชทะเลทราย อาคารพืชไร้ดิน อาคารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
     - พื้นที่ชมงานภายนอกอาคาร ได้แก่ ไม้ชุ่มน้ำ สวนบัว ไม้ประจำจังหวัด ไม้มงคล และไม้พุทธประวัติ ไม้ดัด และอาคารหอประวัติพืชสวนไทย
สถานที่ที่จะเปิดให้ชมเพิ่มในช่วงฤดูหนาว ได้แก่ อาคารพืชไม้เมืองหนาว







เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 - 18.00 น. ค่าเข้าชมคนไทย ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 25 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท 
ภายในมีรถรางบริการ ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 40 คนขึ้นไป สามารถทำหนังสือเรียนผู้อำนวยการอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ตู้ปณ. 170 ปทฝ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับส่วนลดค่าเข้าชม











และทั้งสามทริปนี้นะค่ะก็เปนสถานที่ที่น่าสนเลยในเชียงใหม่ก็ว่าได้เลยค่ะสวนตัวดิฉันได้ไปเที่ยวมาแล้วทั้งสามที่บบอกได้คำเดียวเลยค่ะว่าประทับใจมากๆเลยค่ะ

thank you