ประวัติกว๊านพะเยา
ประวัติกว๊านพะเยา
จากหนังสือเรื่อง “เมืองพะเยา” ซึ่งมีสุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นบรรณาธิการ ได้เขียนเกี่ยวกับประวัติกว๊านพะเยาไว้พอสรุปได้ดังนี้ คือ ก่อนปี พ.ศ. 2484 ในช่วงฤดูแล้ง กว๊านพะเยาจะมีสภาพเป็นบึงย่อมๆ และมี บวก หนอง อยู่รอบ ในฤดูฝนน้ำในกว๊านจึงจะมีมาก ลึกประมาณ 1 ศอก ตอนกลางน้ำลึก 1 วา 3 ศอก ตามบริเวณรอบเป็นป่าไผ่ และไม้กระยาเลย
ก่อนปี พ.ศ. 2484 จะมีน้ำมากเฉพาะในฤดูฝน คือ ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายนของทุกๆ ปี ปริมาณน้ำจะมีมากที่สุด ทำให้บวกและหนองที่อยู่ติดๆ กัน มีน้ำล้นไหลบรรจบกันเป็นผืนน้ำ กว้างใหญ่สองผืน ผืนแรกเรียกว่า “กว๊านน้อย” อยู่ทางทิศตะวันตกเป็นร่องลำรางน้ำขึ้นไปขาน้ำแม่ตุ่น และเยื้องไปหาชายบ้านสันเวียงใหม่ ตอนที่สองเรียกว่า “กว๊านหลวง” อยู่ทางทิศตะวันออก ใกล้กับลำน้ำแม่อิงฝั่งขวา มีร่องผ่านกลางเชื่อมติดกัน ชาวบ้านเรียกลำรางนี้ว่า “แม่ร่องน้อยห่าง” บริเวณรอบกว๊านจะมี บวก หนอง อยู่รอบๆ กว๊าน และมีลำรางน้ำเชื่อมติดต่อกันตลอดกับแม่น้ำอิง เรียกว่า “ร่องเหี้ย” ไหลเชื่อมกว๊านหลวงกับแม่น้ำอิง ร่องน้ำ หนอง บวก บริเวณรอบกว๊าน และร่องน้ำที่เป็นแม่น้ำลำธารที่ไหลมาจากภูเขาเรียกลำห้วย เมื่อพ้นฤดูฝนปริมาณน้ำจะลดลงเรื่อยๆ เหลืออยู่แต่ลำคลองหรือแม่น้ำที่ไหลลงสู่กว๊านน้อย กว๊านหลวง และตาม บวก หนอง ร่องน้ำต่างๆ เท่านั้น ส่วนฝั่งกว๊านทางทิศใต้และทิศเหนือน้ำจะแห้งขอด ในพื้นที่รอบๆ กว๊านจะมีชุมชนและวัด ตั้งอยู่เป็นจุดๆ มีระยะทางห่างกันประมาณ 1-2 กิโลเมตร ชาวบ้านสามารถเดินจากชุมชนเหล่านี้เลาะลัดไปตามแนวสันดิน เพื่อติดต่อระหว่างชุมชนต่างๆ และเข้าสู่ตัวเมืองพะเยา ชาวบ้านได้อาศัยน้ำจากหนอง ลำห้วยต่างๆ ในการอุปโภคและบริโภค การหาปลาจากแหล่งน้ำต่างๆ จากลำห้วย หนอง และบวกในบริเวณกว๊าน ในการก่อสร้างทำนบ และประตูระบายน้ำกั้นลำน้ำอิงนั้น กรมประมงได้เล็งเห็นว่า หนองกว๊านในช่วงฤดูแล้งจะแห้งขอด ชาวบ้านจึงได้พากันมาจับสัตว์น้ำโดยไม่มีการควบคุม นอกจากนี้หนองยังมีความตื้นเขินทุกๆ ปี เนื่องจากโคลนตมที่ถูกชะล้างมาจากการทำนาในบริเวณรอบๆ กว๊าน ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในปี 2482 กรมประมงจึงได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ บริเวณด้านระวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเมือง แล้วเสร็จในปี 2484 ทำให้น้ำท่วมไร่นา บ้านเรือน วัด โบราณสถาน โบราณวัตถุต่างๆ เสียหายเป็นจำนวนหลายันไร่ หนองน้ำธรรมชาติเปลี่ยนไปเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีพื้นที่เฉลี่ย 17–18 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณกว่า 12,000 ไร่
คำว่า “กว๊าน” ในชื่อ “กว๊านพะเยา ” หมายถึงหนองน้ำหรือ บึงน้ำขนาดใหญ่ คำนี้มีใช้ในท้องถิ่นล้านนา เฉพาะที่จังหวัดพะเยาแห่งเดียวเท่านั้น
สรุปว่า “กว๊าน” มีความหมายกว้างๆ ว่า เป็นที่รวมศูนย์ของสิ่งสำคัญของชุมชนและบ้านเมืองอย่างเดียวกับคำว่า “กว๊าน” อันเป็นที่รวบรวมน้ำที่ไหลจากแหล่งน้ำต่างๆ และที่เรียกว่า “กว๊าน” คือถือตามสำเนียงเสียงพูดของชาวพะเยา
สถานภาพกว๊านพะเยาในปัจจุบันกว๊านพะเยา อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของภาคเหนือตอนบน โดยกว๊านพะเยามีพื้นที่ตามกฎหมายที่ดิน 12,831 ไร่ 1 งาน 26.6 ตารางวาหรือประมาณ 20.53 ตารางกิโลเมตร กว๊านพะเยาตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิง มีลักษณะคล้ายแอ่งกะทะ โดยมีกว๊านพะเยาเป็นก้นกะทะ และมีลำน้ำสายต่างๆ จากเทือกเขาผีปันน้ำที่อยู่ทางด้านตะวันตกของจังหวัดพะเยา รวมกับลำน้ำสายต่างๆ ในเขตอำเภอแม่ใจไหลลงสู่กว๊านพะเยา
ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก “เวียนเทียนกลางน้ำ-ใส่บาตรเทียน
“อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา”
นอกจากจะเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นวันที่พี่น้องชาวพุทธในเมืองไทยได้แสดงออกถึงวัฒนธรรมอันดีงาม ผ่านงานเทศกาลประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา ตามศรัทธาและความเชื่อของท้องถิ่นนั้นๆ
สำหรับงานประเพณีในช่วงเข้าพรรษาในบางจังหวัด บางพื้นที่ นอกจากจะเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งศรัทธาแล้ว ยังมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว ดังเช่น 2 งานเด่นใน จ.พะเยาและน่าน ที่เพิ่งจัดผ่านพ้นไปในวันอาสาฬหบูชาและช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา
หลวงพ่อศิลา วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา
ปกติการเวียนเทียนทั่วๆไป พุทธศาสนิกชนจะเดินเวียนเทียนกันรอบพระอุโบสถ รอบองค์พระธาตุเจดีย์ หรือรอบองค์พระพุทธรูปสำคัญประจำวัด แต่สำหรับชาวเมืองพะเยาเขามีประเพณีการเวียนเทียนที่แตกต่างจากทั่วไป นั่นก็คือการ“เวียนเทียนกลางน้ำ” ในกว๊านพะเยา อ.เมือง บึงน้ำขนาดใหญ่อันสำคัญแห่งดินแดนล้านนา
ประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำเกี่ยวพันกับการสร้างกว๊านพะเยาในปี พ.ศ. 2482 โดยหลังจากกรมประมงได้กั้นประตูน้ำเพื่อกักเก็บน้ำจนเกิดเป็นกว๊านพะเยาอันมีพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้นมา ทำให้ชุมชนและวัดจำนวนมากในพื้นที่กักเก็บน้ำต้องจมลงอยู่ใต้น้ำ
ครั้นวันเวลาผ่านพ้นมาถึงปี พ.ศ. 2526 ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัยอายุเก่าแก่กว่า 500 ปี ขึ้นในกว๊านพะเยาช่วงน้ำลด ชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อศิลา”(กว๊านพะเยา) หรือ “พระเจ้ากว๊าน” พร้อมอัญเชิญมาประดิษฐานที่ “วัดศรีอุโมงค์คำ”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 หลังการปรับแต่งบูรณะ”วัดติโลกอาราม”กลางกว๊านพะเยาเสร็จสิ้น ทางจังหวัดพะเยาได้อัญเชิญหลวงพ่อศิลากลับไปประดิษฐานในกว๊านพะเยาตามเดิมที่วัดแห่งนี้ พร้อมจัดงานกิจกรรมเวียนเทียนกลางน้ำรอบองค์หลวงพ่อศิลาและวัดติโลกอารามขึ้นเป็นครั้งแรกในวันอาสาฬหบูชาปีเดียวกัน และปฏิบัติเป็นประเพณีในวันพระใหญ่ ได้แก่ วันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชาสืบต่อเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
งานเวียนเทียนกลางน้ำวันอาสาฬหบูชาปีนี้(15 ก.ค.)มีกิจกรรมหลักๆได้แก่ การทำบุญตักบาตรข้าวเหนียวริมกว๊านพะเยาในภาคเช้า และการจัดแสดงนิทรรศการวันอาสาฬหบูชาและการจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นในภาคกลางวัน
ครั้นช่วงเย็นเวลาประมาณ 17.30-18.00 น. จะมีการนำเรือพื้นบ้าน(เรือพาย)ประมาณ 30 ลำ นำพุทธศาสนิกชนไปตั้งขบวนเรือในกว๊านพะเยา พร้อมกันนี้พระภิกษุ-สามเณรจะสวดมนต์เริ่มพิธีที่ลานกลางน้ำ วัดติโลกอาราม เสร็จแล้วจึงไปขึ้นเรือนำชาวพุทธออกเวียนเทียนกลางน้ำรอบวัดแห่งนี้ 3 รอบ ท่ามกลางความปีติอิ่มเอิบใจของชาวพุทธที่มาร่วมงานประเพณีหนึ่งเดียวนี้
จากนั้นก็จะเปิดรอบต่อๆไปให้ผู้สนใจได้ร่วมเวียนเทียนกลางน้ำกัน แต่ทว่าด้วยสภาพอากาศของปีนี้ที่มีฝนตั้งเค้าลมแรง ทำให้เรือไม่สามารถพายออกไปกลางกว๊านได้ เวียนเทียนกลางน้ำในวันอาสาฬหบูชาสามารถทำได้เพียงรอบแรกรอบเดียวเท่านั้น
สำหรับประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำแม้จะเป็นประเพณีใหม่ แต่ด้วยความแตกต่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครทำให้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) บรรจุเป็นหนึ่งโครงการ “12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน” พร้อมทั้งระบุว่านี่น่าจะเป็นประเพณีปฏิบัติเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่จัดขึ้นใน จ.พะเยาเท่านั้น
นอกจากจะเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นวันที่พี่น้องชาวพุทธในเมืองไทยได้แสดงออกถึงวัฒนธรรมอันดีงาม ผ่านงานเทศกาลประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา ตามศรัทธาและความเชื่อของท้องถิ่นนั้นๆ
สำหรับงานประเพณีในช่วงเข้าพรรษาในบางจังหวัด บางพื้นที่ นอกจากจะเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งศรัทธาแล้ว ยังมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว ดังเช่น 2 งานเด่นใน จ.พะเยาและน่าน ที่เพิ่งจัดผ่านพ้นไปในวันอาสาฬหบูชาและช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา
หลวงพ่อศิลา วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา
ปกติการเวียนเทียนทั่วๆไป พุทธศาสนิกชนจะเดินเวียนเทียนกันรอบพระอุโบสถ รอบองค์พระธาตุเจดีย์ หรือรอบองค์พระพุทธรูปสำคัญประจำวัด แต่สำหรับชาวเมืองพะเยาเขามีประเพณีการเวียนเทียนที่แตกต่างจากทั่วไป นั่นก็คือการ“เวียนเทียนกลางน้ำ” ในกว๊านพะเยา อ.เมือง บึงน้ำขนาดใหญ่อันสำคัญแห่งดินแดนล้านนา
ประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำเกี่ยวพันกับการสร้างกว๊านพะเยาในปี พ.ศ. 2482 โดยหลังจากกรมประมงได้กั้นประตูน้ำเพื่อกักเก็บน้ำจนเกิดเป็นกว๊านพะเยาอันมีพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้นมา ทำให้ชุมชนและวัดจำนวนมากในพื้นที่กักเก็บน้ำต้องจมลงอยู่ใต้น้ำ
ครั้นวันเวลาผ่านพ้นมาถึงปี พ.ศ. 2526 ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัยอายุเก่าแก่กว่า 500 ปี ขึ้นในกว๊านพะเยาช่วงน้ำลด ชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อศิลา”(กว๊านพะเยา) หรือ “พระเจ้ากว๊าน” พร้อมอัญเชิญมาประดิษฐานที่ “วัดศรีอุโมงค์คำ”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 หลังการปรับแต่งบูรณะ”วัดติโลกอาราม”กลางกว๊านพะเยาเสร็จสิ้น ทางจังหวัดพะเยาได้อัญเชิญหลวงพ่อศิลากลับไปประดิษฐานในกว๊านพะเยาตามเดิมที่วัดแห่งนี้ พร้อมจัดงานกิจกรรมเวียนเทียนกลางน้ำรอบองค์หลวงพ่อศิลาและวัดติโลกอารามขึ้นเป็นครั้งแรกในวันอาสาฬหบูชาปีเดียวกัน และปฏิบัติเป็นประเพณีในวันพระใหญ่ ได้แก่ วันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชาสืบต่อเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
งานเวียนเทียนกลางน้ำวันอาสาฬหบูชาปีนี้(15 ก.ค.)มีกิจกรรมหลักๆได้แก่ การทำบุญตักบาตรข้าวเหนียวริมกว๊านพะเยาในภาคเช้า และการจัดแสดงนิทรรศการวันอาสาฬหบูชาและการจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นในภาคกลางวัน
ครั้นช่วงเย็นเวลาประมาณ 17.30-18.00 น. จะมีการนำเรือพื้นบ้าน(เรือพาย)ประมาณ 30 ลำ นำพุทธศาสนิกชนไปตั้งขบวนเรือในกว๊านพะเยา พร้อมกันนี้พระภิกษุ-สามเณรจะสวดมนต์เริ่มพิธีที่ลานกลางน้ำ วัดติโลกอาราม เสร็จแล้วจึงไปขึ้นเรือนำชาวพุทธออกเวียนเทียนกลางน้ำรอบวัดแห่งนี้ 3 รอบ ท่ามกลางความปีติอิ่มเอิบใจของชาวพุทธที่มาร่วมงานประเพณีหนึ่งเดียวนี้
จากนั้นก็จะเปิดรอบต่อๆไปให้ผู้สนใจได้ร่วมเวียนเทียนกลางน้ำกัน แต่ทว่าด้วยสภาพอากาศของปีนี้ที่มีฝนตั้งเค้าลมแรง ทำให้เรือไม่สามารถพายออกไปกลางกว๊านได้ เวียนเทียนกลางน้ำในวันอาสาฬหบูชาสามารถทำได้เพียงรอบแรกรอบเดียวเท่านั้น
สำหรับประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำแม้จะเป็นประเพณีใหม่ แต่ด้วยความแตกต่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครทำให้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) บรรจุเป็นหนึ่งโครงการ “12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน” พร้อมทั้งระบุว่านี่น่าจะเป็นประเพณีปฏิบัติเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่จัดขึ้นใน จ.พะเยาเท่านั้น
ประเพณีลอยโคม |
โคม หมายถึง ประทีปเครื่องสำหรับจุดไฟในนั้นให้แสงสว่าง หรือ เครื่องตามไฟมีที่บังลมที่ใช้หิ้วและแขวน |
งานประเพณีลอยโคม เป็นประเพณีพื้นบ้านของชาวล้านนา ในจังหวัดเชียงใหม่ ๙งจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 12 การลอยโคมของชาวล้านนานี้ไม่ใช่การลอยโคมตามสายน้ำ หรือลอยกระทง แต่เป็นการลอยโคมที่ปล่อยขึ้นไปในอากาศ โดยโคมจะทำด้วยกระดาษสาติดบนโครงไม้ไผ่ซึ่งก็จะมีสีสันสวยงาม แล้วจุดตะเกียงไฟตรงกลางเพื่อที่จะให้ไอร้อนเป็นตัวพาโคมลอยขึ้นสู่อากาศชาวล้านนามีความเชื่อว่าการจุดโคมลอยและปล่อยขึ้นไปในอากาศเป็นการปลดปล่อยความทุกข์โศกและเรื่องร้ายๆ ให้พ้นตัวและลอยไปกับอากาศ |
ชาวล้านนาได้กล่าวว่า ในวันเพ็ญเดือนสิบสองนอกจากจะมีการตั้งธัมม์หลวงแล้วคนที่เกิดในปีจอจะต้องไปนมัสการพระธาตุแก้วจุฬามณีซึ่งเป็นที่บรรจุมวยผมของเจ้าชายสิทธัตถะที่ตัดออกก่อนดำรงเพศนักบวช แต่เจดีย์นี้อยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ดังนั้นชาวล้านนาที่เกิดในปีจอจึงใช้โคมลอยเป็นเครื่องบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี โดยปล่อยไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ |
ในวันงานประเพณีลอยโคม จะมีการจุดโคมและปล่อยขึ้นบนท้องฟ้าทำให้ท้องฟ้าในยามค่ำคืนสว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมลอยซึ่งมีความสวยงามและประเพณีนี้ได้กลายเป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างชาติก็ให้ความสนใจในเอกลักษณ์ของประเพณีลอยโคมเป็นอย่างมาก ใครอยากเห็นภาพบรรยากาศสวยๆแบบนี้ไปแอ่วได้ตี้พะเยาเน้อจ้าวววววววว |












สวยคะ อยากไปๆ
ตอบลบผกาพรรณ 623
ลองไปเท่วดูนะค่ะรับลองไม่เสียใจค่ะ
ตอบลบกว๊านพะเยา ไปกินกุ้งเต้น
ตอบลบ